MongBallThai.com

เกาะกระแสบอลไทยทุกลีก พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึก และข่าวสารฟุตบอลไทย

ปิดตำนาน กบไซเบอร์ สุเชาว์ นุชนุ่ม แขวนสตั๊ดวัย 43 ปี จากเด็กกาญจนบุรีสู่กัปตันแชมป์

ปิดตำนาน กบไซเบอร์ สุเชาว์ นุชนุ่ม แขวนสตั๊ดวัย 43 ปี จากเด็กกาญจนบุรีสู่กัปตันแชมป์

ปิดตำนาน กบไซเบอร์ สุเชาว์ นุชนุ่ม แขวนสตั๊ดวัย 43 ปี จากเด็กกาญจนบุรีสู่กัปตันแชมป์

สุเชาว์ นุชนุ่ม อดีตกองกลางทีมชาติไทยและหนึ่งในนักเตะระดับตำนานของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการในวัย 43 ปี ปิดฉากเส้นทางฟุตบอลอาชีพที่ทอดยาวกว่าสองทศวรรษ และเต็มไปด้วยความสำเร็จทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ ชื่อของกบไซเบอร์ ถูกจดจำในฐานะนักฟุตบอลที่มีความสม่ำเสมอ เล่นได้หลายบทบาทในแดนกลาง มีความเป็นผู้นำ และเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของบุรีรัมย์ช่วงที่สโมสรสร้างยุคแห่งความสำเร็จขึ้นมาในฟุตบอลไทย โดยเฉพาะระหว่างปี 2010-2019 ซึ่งเจ้าตัวร่วมคว้าโทรฟี่กับปราสาทสายฟ้ารวมถึง 25 รายการจากการแข่งขันทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค ตลอดเส้นทางยังเคยรับใช้ทีมชาติไทยชุดใหญ่ตั้งแต่ปี 2005-2013 รวม 58 นัด ทำ 6 ประตู ตามฐานข้อมูลสถิติทีมชาติ ขณะที่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 มีการยืนยันการตัดสินใจเลิกเล่นอย่างเป็นทางการ พร้อมคำเปิดใจจากสุเชาว์ว่าการบอกลาฟุตบอลถือเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิต เพราะกีฬาชนิดนี้มอบทั้งอาชีพ ครอบครัว และโอกาสมากมายเกินกว่าสิ่งที่เด็กคนหนึ่งจากกาญจนบุรีเคยฝันเอาไว้

เส้นทางของ สุเชาว์ จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของนักฟุตบอลที่คว้าแชมป์จำนวนมาก แต่ยังสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการลูกหนังไทยตลอดกว่า 20 ปี ตั้งแต่ยุคฟุตบอลอาชีพที่เพิ่งเริ่มสร้างรากฐาน มาจนถึงวันที่สโมสรไทยมีมาตรฐานสูงขึ้นและออกไปแข่งขันในระดับทวีป การเดินทางของเขาเชื่อมโยงกับ การแข่งขันฟุตบอลไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ไทยลีก ทีมชาติไทย จนถึงเวทีเอเชีย อย่างชัดเจน เพราะผ่านทั้งฟุตบอลลีกรอง ลีกสูงสุด ฟุตบอลถ้วย การแข่งขันระดับภูมิภาค รวมถึงทีมชาติไทย และหลังจากวางมือจากการเป็นนักเตะ เส้นทางฟุตบอลของเขาก็ไม่ได้หยุดลง แต่เปลี่ยนรูปแบบไปสู่การส่งต่อความรู้ให้คนรุ่นใหม่ผ่าน Kob Suchao Academy ที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กอายุ 5-14 ปีได้เรียนฟุตบอลจากประสบการณ์ของอดีตนักเตะทีมชาติ นั่นทำให้การแขวนสตั๊ดครั้งนี้อาจเป็นจุดจบของบทบาทนักฟุตบอลอาชีพ แต่ไม่ใช่จุดจบของชื่อสุเชาว์ นุชนุ่ม ในวงการลูกหนังไทย

การตัดสินใจที่ยากที่สุด หลังฟุตบอลให้มากกว่าที่เคยฝัน

หลังประกาศเลิกเล่น สุเชาว์ เปิดใจถึงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นเรื่องที่ยากอย่างมาก เพราะฟุตบอลอยู่กับชีวิตของเขามาแทบทุกช่วงวัย และตอนเริ่มต้นเส้นทางไม่ได้มีความฝันยิ่งใหญ่ถึงการเป็นแชมป์หรือกลายเป็นนักเตะระดับตำนานแต่อย่างใดสิ่งที่เจ้าตัวต้องการในช่วงแรกคือการใช้ฟุตบอลหาเลี้ยงตัวเอง โดยไม่สร้างภาระให้ครอบครัว แต่เส้นทางกลับพาเขาไปไกลกว่านั้นมาก จากเด็กกาญจนบุรีก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ติดทีมชาติไทย ได้ออกไปเล่นต่างประเทศ และกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดคนหนึ่งในยุคฟุตบอลอาชีพไทย

สุเชาว์อธิบายในข้อความอำลาว่า ฟุตบอลมอบทั้งโอกาสในการสร้างครอบครัวและเปลี่ยนชีวิตของเขา ทำให้การบอกลาจึงไม่ได้เหมือนการเปลี่ยนงานทั่วไป แต่คล้ายกับการปิดบทหนึ่งที่อยู่กับตัวเองมานานกว่าสองทศวรรษ

ตรงนี้อาจเป็นสิ่งที่ทำให้การแขวนสตั๊ดของกบไซเบอร์ มีความหมายมากเป็นพิเศษ เพราะเขาไม่ได้หยุดเล่นทันทีหลังผ่านจุดสูงสุดของอาชีพ แต่เลือกเดินหน้าลงสนามต่อเนื่องจนถึงวัย 43 ปีในฟุตบอลอาชีพที่การแข่งขันสูง การรักษาร่างกายให้พร้อมลงเล่นจนถึงอายุระดับนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา และเป็นอีกสิ่งที่สะท้อนทั้งวินัย ความรักในฟุตบอล และความต้องการอยู่กับเกมให้นานที่สุดเท่าที่ร่างกายจะอนุญาต

จากทีโอที สู่เส้นทางที่ทำให้ชื่อสุเชาว์ เป็นที่รู้จัก

ก่อนจะถูกจดจำในชุดบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สุเชาว์สร้างเส้นทางของตัวเองมาก่อนกับ ทีโอที ซึ่งเป็นหนึ่งในสโมสรสำคัญช่วงเริ่มต้นชีวิตนักฟุตบอลอาชีพ โดยช่วงเวลาดังกล่าวช่วยวางพื้นฐานให้เขาพัฒนาจากผู้เล่นดาวรุ่งขึ้นมาเป็นกำลังหลักในระดับฟุตบอลไทยในข้อมูลเส้นทางอาชีพ สุเชาว์อยู่กับทีโอทีในช่วงแรกของการค้าแข้ง และสร้างผลงานจนได้รับโอกาสเข้าสู่ทีมชาติไทย ก่อนจะมีประสบการณ์ออกไปเล่นต่างประเทศกับ เปอร์ซิบ บันดุง ในอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นอีกช่วงสำคัญของนักฟุตบอลไทยในยุคนั้นที่การออกไปค้าแข้งต่างประเทศยังไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติเหมือนในปัจจุบัน

หลังจากนั้นเส้นทางครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเจ้าตัวย้ายเข้าสู่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปี 2010 และอยู่กับทีมจนถึงปี 2019 โดยฐานข้อมูลอาชีพระบุว่าเขาลงสนามในลีกให้บุรีรัมย์มากกว่า 150 นัดในช่วงดังกล่าวช่วงเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษนี้ทำให้ชื่อของสุเชาว์เชื่อมโยงกับบุรีรัมย์อย่างแยกไม่ออก เพราะตรงกับช่วงที่สโมสรเริ่มสร้างตัวเองขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของฟุตบอลไทย

สิ่งสำคัญคือเจ้าตัวไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นที่อยู่ในทีมแห่งความสำเร็จ แต่มีบทบาททั้งในสนามและฐานะผู้นำ การอ่านเกม ความขยัน และความสามารถในการเล่นหลายตำแหน่งทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในตัวแทนของยุคแรกๆ ที่สร้างวัฒนธรรมแห่งชัยชนะให้กับ “ปราสาทสายฟ้า”

25 โทรฟี่กับบุรีรัมย์ ตัวเลขที่บอกความยิ่งใหญ่ของยุคหนึ่ง

หากต้องเลือกช่วงเวลาที่ทำให้ สุเชาว์ นุชนุ่ม ถูกจดจำมากที่สุด คงหนีไม่พ้นการค้าแข้งกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งเจ้าตัวมีส่วนร่วมกับความสำเร็จของสโมสรถึง 25 รายการในจำนวนนั้นประกอบด้วยแชมป์ลีกสูงสุด 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, ลีก คัพ 5 สมัย, ถ้วยพระราชทาน ก. 4 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนส์ คัพ 1 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย และ โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วสะท้อนถึงยุคที่บุรีรัมย์มีอำนาจเหนือการแข่งขันภายในประเทศอย่างชัดเจน

ข้อมูลถ้วยรางวัลอย่างเป็นทางการของบุรีรัมย์ยังยืนยันช่วงปีแห่งความสำเร็จจำนวนมากที่ตรงกับยุคของสุเชาว์ เช่น แชมป์ลีกปี 2011, 2013, 2014, 2015, 2017 และ 2018 รวมถึงแชมป์เอฟเอ คัพหลายสมัยและลีก คัพที่ทีมคว้าได้ต่อเนื่องในช่วงเดียวกันคำว่าตำนานบุรีรัมย์ จึงไม่ได้ถูกใช้เพราะเจ้าตัวอยู่กับสโมสรเป็นเวลานานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมีส่วนร่วมกับช่วงประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนบุรีรัมย์จากทีมที่กำลังสร้างตัว ไปสู่สโมสรที่กลายเป็นมาตรฐานของฟุตบอลไทย

นักฟุตบอลจำนวนมากอาจได้แชมป์หนึ่งหรือสองครั้งตลอดอาชีพ แต่การอยู่ในทีมที่รักษามาตรฐานลุ้นแชมป์ต่อเนื่องหลายปีต้องอาศัยทั้งคุณภาพและความสามารถในการปรับตัว และนั่นคือสิ่งที่สุเชาว์ทำได้จนกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของยุคนั้น

กบไซเบอร์ กับภาพของกัปตันที่แฟนบุรีรัมย์ไม่ลืม

นอกจากจำนวนโทรฟี่ สิ่งที่ทำให้สุเชาว์มีสถานะพิเศษสำหรับแฟนบอลบุรีรัมย์คือบุคลิกในสนาม เจ้าตัวไม่ใช่นักฟุตบอลที่สร้างภาพจำจากลีลาหวือหวาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้เล่นที่ทำงานหนัก เชื่อมเกม วิ่งช่วยทีม และพร้อมรับผิดชอบในหลากหลายบทบาทความสามารถในการเล่นแดนกลางและปรับไปทำหน้าที่ตามที่ทีมต้องการทำให้สุเชาว์เป็นผู้เล่นที่โค้ชสามารถไว้วางใจได้ ขณะเดียวกันความเป็นผู้นำก็ผลักดันให้เขาได้รับบทบาทสำคัญกับทีมตลอดช่วงที่สโมสรไล่ล่าความสำเร็จหลายรายการ

ในยุคที่บุรีรัมย์สร้างระบบทีมขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากผู้เล่นต่างชาติหรือดาวเด่นเพียงคนเดียว แต่ต้องมีแกนกลางนักเตะไทยที่เข้าใจมาตรฐานและวัฒนธรรมของทีม ซึ่งสุเชาว์เป็นหนึ่งในชื่อสำคัญของกลุ่มนั้นนั่นทำให้ทุกครั้งที่พูดถึงบุรีรัมย์ยุคคว้าแชมป์ต่อเนื่อง ชื่อของ “กบไซเบอร์” มักปรากฏขึ้นพร้อมนักเตะคนสำคัญรายอื่นเสมอ

แม้วันนี้จำนวนแชมป์สะสมของสโมสรจะเพิ่มขึ้นจากยุคที่เขาค้าแข้ง โดยเว็บไซต์ทางการบุรีรัมย์ระบุว่าปัจจุบันทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดไปแล้ว 11 สมัย รวมถึงเอฟเอ คัพและลีก คัพอย่างละ 8 สมัย แต่ฐานของความสำเร็จจำนวนมากถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่สุเชาว์ยังเป็นส่วนหนึ่งของทีมจึงไม่เกินเลยนักหากจะบอกว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ช่วยกำหนดมาตรฐานของบุรีรัมย์ในยุคแรกของการเป็นมหาอำนาจฟุตบอลไทย

58 นัดทีมชาติ ผ่านทั้งซีเกมส์และคิงส์ คัพ

ความสำเร็จของ สุเชาว์ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฟุตบอลสโมสร เพราะเจ้าตัวยังผ่านการรับใช้ ทีมชาติไทยชุดใหญ่ระหว่างปี 2005-2013 รวม 58 นัด และทำได้ 6 ประตู ตามข้อมูลสถิตินักเตะทีมชาติไทยก่อนขึ้นสู่ชุดใหญ่ เจ้าตัวผ่านทีมชาติไทย U23 และเป็นส่วนหนึ่งของชุดคว้าเหรียญทองซีเกมส์ปี 2005 ซึ่งเป็นหนึ่งในความสำเร็จสำคัญช่วงต้นอาชีพ

จากนั้นในระดับทีมชาติชุดใหญ่ สุเชาว์ยังมีส่วนกับความสำเร็จในการคว้าแชมป์คิงส์ คัพ 2 สมัยในปี 2006 และ 2007 ตามข้อมูลประวัติความสำเร็จที่รวบรวมหลังการประกาศแขวนสตั๊ดการติดทีมชาติมากกว่า 50 นัดสะท้อนว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงนักฟุตบอลสโมสรที่ประสบความสำเร็จ แต่สามารถรักษาระดับจนได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวแทนประเทศไทยต่อเนื่องหลายปี

ช่วงเวลาทีมชาติของสุเชาว์ยังเกิดขึ้นในยุคที่ฟุตบอลไทยกำลังเปลี่ยนผ่าน มีทั้งการแข่งขันอาเซียน ฟุตบอลเอเชีย และเกมระดับนานาชาติที่ช่วยเปิดประสบการณ์ให้ผู้เล่นไทย ก่อนระบบฟุตบอลอาชีพภายในประเทศจะพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมาดังนั้นเมื่อมองย้อนกลับไป เส้นทางทีมชาติของเขาจึงเป็นอีกบทสำคัญที่เติมเต็มอาชีพ จากเด็กต่างจังหวัดที่เริ่มต้นเพียงเพราะอยากใช้ฟุตบอลหาเลี้ยงตัวเอง สู่การได้สวมเสื้อทีมชาติไทยเกือบ 60 ครั้ง

เลือกเล่นต่อหลังยุครุ่งเรือง เพราะฟุตบอลยังเป็นสิ่งที่รัก

หลังสิ้นสุดช่วงเวลากับบุรีรัมย์ในปี 2019 สุเชาว์ไม่ได้เลือกเลิกเล่นทันที แม้ในเวลานั้นจะผ่านความสำเร็จมาแทบครบทุกอย่างแล้ว แต่ยังคงเดินหน้าค้าแข้งต่อกับสโมสรในจังหวัดบ้านเกิดและทีมระดับรองเส้นทางต่อมามีทั้ง เมืองกาญจน์ ยูไนเต็ด และสโมสรในพื้นที่กาญจนบุรี ซึ่งเปิดโอกาสให้เขายังสามารถอยู่ในสนามพร้อมมีส่วนกับฟุตบอลบ้านเกิด

การเลือกเล่นต่อหลังอายุ 35 ปี เป็นเรื่องที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างสุเชาว์กับฟุตบอลได้ดี เพราะเมื่อถ้วยรางวัล ชื่อเสียง และทีมชาติไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์อีกแล้ว สิ่งที่เหลือคือความสุขจากการได้ลงสนามนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เจ้าตัวลากเส้นทางออกไปจนถึงวัย 43 ปี ก่อนจะยอมรับว่าถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการบอกลา

ในมุมหนึ่ง การกลับมาอยู่ใกล้บ้านเกิดยังทำให้วงจรอาชีพของสุเชาว์มีความสมบูรณ์แบบ เขาเริ่มต้นจากเด็กจังหวัดกาญจนบุรี เดินทางออกไปสร้างชื่อในฟุตบอลไทยและต่างประเทศ ก่อนย้อนกลับมาใช้ประสบการณ์กับวงการฟุตบอลในพื้นที่เดิมการแขวนสตั๊ดจึงไม่ได้เกิดขึ้นในฐานะอดีตดาวดังที่ห่างจากฟุตบอลไปแล้ว แต่เกิดขึ้นในขณะที่เขายังผูกพันกับสนามและกำลังสร้างบทบาทใหม่ที่จะทำให้ประสบการณ์ทั้งหมดไม่สูญหายไปพร้อมกับการเลิกเล่น

Kob Suchao Academy จากนักเตะสู่คนสร้างนักฟุตบอลรุ่นใหม่

แม้อาชีพนักฟุตบอลจะสิ้นสุด แต่สุเชาว์ยังเลือกเดินอยู่บนเส้นทางฟุตบอลผ่านการเปิด Kob Suchao Academy ที่บ้านเกิด จังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้สนาม Big Arena เป็นพื้นที่ฝึกสอนฟุตบอลสำหรับเด็กวัย 5-14 ปี ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากบทบาทผู้เล่นไปสู่การถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่สำหรับอดีตนักฟุตบอลที่ผ่านการแข่งขันมากกว่าสองทศวรรษ สิ่งที่สามารถส่งต่อให้เด็กได้ไม่ได้มีเฉพาะเทคนิคการเตะบอล แต่รวมถึงวินัย การดูแลร่างกาย วิธีรับมือแรงกดดัน และความเข้าใจว่าการเดินทางในอาชีพนักฟุตบอลต้องใช้ความอดทนมากเพียงใด

ตรงนี้อาจเป็นมรดกที่สำคัญยิ่งกว่าจำนวนถ้วยรางวัล เพราะหากประสบการณ์ของนักเตะรุ่นก่อนถูกส่งต่ออย่างถูกวิธี ก็สามารถช่วยสร้างฐานนักฟุตบอลรุ่นใหม่ในพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ศูนย์กลางของประเทศได้เรื่องราวของสุเชาว์เองก็เหมาะกับการเป็นตัวอย่างสำหรับเด็กในกาญจนบุรี เพราะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าจุดเริ่มต้นจากต่างจังหวัดไม่ได้ปิดกั้นเส้นทางสู่ทีมชาติหรือสโมสรระดับสูง

การมีอดีตทีมชาติกลับมาสร้างอะคาเดมีในบ้านเกิดจึงช่วยทำให้ความฝันของเด็กเข้าถึงได้ใกล้ขึ้น พวกเขาไม่ได้เรียนเพียงจากตำราหรือคลิปการแข่งขัน แต่เรียนจากคนที่เคยเดินบนเส้นทางนั้นจริงและบางที นี่อาจเป็นบทบาทที่เหมาะสมที่สุดหลังการแขวนสตั๊ดของกบไซเบอร์ เพราะฟุตบอลที่เคยให้ทุกอย่างกับชีวิตเขา กำลังถูกส่งต่อกลับไปยังเด็กอีกเจเนอเรชันหนึ่ง

จากวันนี้ไม่มีสุเชาว์ในสนาม แต่ชื่อของเขายังอยู่ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทย

การประกาศแขวนสตั๊ดของ สุเชาว์ นุชนุ่ม ในวัย 43 ปี จึงเป็นมากกว่าข่าวนักฟุตบอลคนหนึ่งเลิกเล่น เพราะเป็นการปิดฉากนักเตะที่อยู่ร่วมกับพัฒนาการของฟุตบอลอาชีพไทยมาตลอดช่วงเวลาสำคัญจาก ทีโอที สู่การค้าแข้งต่างประเทศ ก่อนกลายเป็นหนึ่งในแกนหลักของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยุคสร้างความยิ่งใหญ่ ผ่านการคว้าแชมป์กับปราสาทสายฟ้าถึง 25 รายการ และรับใช้ทีมชาติไทย 58 นัด เส้นทางทั้งหมดทำให้ชื่อ “กบไซเบอร์” มีพื้นที่ของตัวเองในประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทยอย่างชัดเจน

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลขคือวิธีที่เขาประคองอาชีพมาตลอดสองทศวรรษ จากนักเตะที่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความฝันว่าจะเป็นซูเปอร์สตาร์ แต่เพียงต้องการดูแลตัวเองและครอบครัว ก่อนฟุตบอลจะพาไปไกลเกินกว่าที่เจ้าตัวเคยคาดคิดท้ายที่สุด ฟุตบอลทุกอาชีพต้องมีวันจบ และสำหรับสุเชาว์ วันที่ 24 สิงหาคม 2569 คือวันที่เจ้าตัวเลือกบอกลาการแข่งขันอย่างเป็นทางการ หลังเดินทางมาไกลจนสามารถบอกได้เต็มปากว่าทำเกินกว่าความฝันในวันแรกไปแล้ว

จากนี้แฟนบอลอาจไม่ได้เห็นหมายเลขของเขาวิ่งอยู่กลางสนามอีกต่อไป แต่เรื่องราวของเด็กจากกาญจนบุรีที่กลายเป็นกัปตันทีมแชมป์และนักฟุตบอลทีมชาติไทย จะยังถูกเล่าต่อไปอีกนานและหากวันหนึ่งมีเด็กจาก Kob Suchao Academy ก้าวขึ้นมาเล่นฟุตบอลอาชีพหรือติดทีมชาติไทย นั่นอาจเป็นอีกหนึ่งถ้วยรางวัลของ สุเชาว์ นุชนุ่ม ที่ไม่จำเป็นต้องถูกวางไว้ในตู้โชว์เลยก็ได้