
การท่าเรือสะดุด โค้ชอู๊ดได้บทเรียนสำคัญหลังเสมอเปอร์ซิจา 2-2
การท่าเรือ เอฟซี ยังรักษาสถานะไม่แพ้ใครในศึก PIALA PRESIDEN ELITE 2026 ที่ประเทศอินโดนีเซีย หลังลงสนามเกมที่สองของรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี เสมอกับ เปอร์ซิจา จาการ์ตา 2-2 ที่สนามเกโลรา บุง โตโม เมืองสุราบายา เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 แต่หากมองจากรูปเกม นี่คือหนึ่งนัดที่ สิงห์เจ้าท่า น่าจะรู้สึกเสียดายมากกว่าพอใจ เพราะทีมของ โค้ชอู๊ด สระราวุฒิ ตรีพันธ์ ออกสตาร์ทได้ยอดเยี่ยมและสร้างความได้เปรียบถึงสองประตูจาก พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี นาที 18 และ เอสซัม อับดุลลาห์ อัล ซูบี นาที 40 ก่อนปล่อยให้คู่แข่งตีไข่แตกอย่างรวดเร็วจาก อาร์ลีอันส์ยาห์ อับดุลมานัน นาที 42 และกลับมาตีเสมอ 2-2 จาก สเตปาน ลอนชาร์ นาที 52 ผลการแข่งขันทำให้การท่าเรือเก็บเพิ่มเป็น 4 คะแนนจากสองนัด หลังเกมแรกเอาชนะ พีเอสเอ็มเอส เมดัน 2-0 และยังอยู่ในตำแหน่งที่ดีของกลุ่ม แต่ภาพรวม 90 นาทีชัดเจนว่าแม้เกมรุกเริ่มมีรูปทรงและผลิตประตูได้ต่อเนื่อง สิ่งที่ทีมงานยังต้องเร่งแก้คือการบริหารสถานการณ์หลังขึ้นนำ โดยเฉพาะช่วงรอยต่อก่อนหมดครึ่งแรกและต้นครึ่งหลังที่ทำให้ความได้เปรียบสองประตูหายไปภายในเวลาเพียง 12 นาที
ความน่าสนใจของการเข้าร่วม Piala Presiden ครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่แค่เป้าหมายป้องกันแชมป์ เพราะสำหรับการท่าเรือ มันคือเวทีสำคัญในการจำลองความเข้มข้นก่อนเข้าสู่ฤดูกาล 2026/27 ซึ่งทีมมีภารกิจหลายรายการรออยู่ข้างหน้า การเผชิญคู่แข่งต่างสไตล์ทั้งจากอินโดนีเซียและภูมิภาคช่วยให้โค้ชอู๊ดได้เห็นรายละเอียดที่การซ้อมในสนามอาจให้คำตอบไม่ได้ทั้งหมด และนี่เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ใน การแข่งขันฟุตบอลไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ไทยลีก ทีมชาติไทย จนถึงเวทีเอเชีย ซึ่งสโมสรระดับแนวหน้าจำเป็นต้องบริหารทีมให้พร้อมกับโปรแกรมที่มากกว่าฟุตบอลลีกเพียงรายการเดียว โดยเฉพาะการท่าเรือที่กำลังเข้าสู่ฤดูกาลซึ่งมีทั้งภารกิจภายในประเทศและเกมระดับนานาชาติ ดังนั้นการเสมอเปอร์ซิจา 2-2 จึงไม่ควรถูกมองแค่ในมุมเสียสองคะแนน แต่คือข้อมูลชิ้นใหญ่ที่ทีมงานได้รับก่อนเกมจริง เพราะทีมได้เห็นทั้งประสิทธิภาพของแดนกลาง ความอันตรายจากจังหวะเปลี่ยนเกม ไปจนถึงปัญหาในการรักษาความเข้มข้นเมื่อสถานการณ์อยู่ในมือ หากแก้ได้ตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่น ผลเสมอครั้งนี้อาจมีคุณค่ามากกว่าชัยชนะที่ไม่เปิดเผยจุดอ่อนเสียด้วยซ้ำ
นำ 2-0 ใน 40 นาที การท่าเรือแสดงให้เห็นว่าเกมรุกเริ่มลงตัว
สิ่งที่เห็นชัดที่สุดในช่วงครึ่งแรกคือเกมรุกของการท่าเรือมีความหลากหลายและเล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้น หลังจากเกมแรกสามารถเอาชนะ พีเอสเอ็มเอส เมดัน 2-0 ทีมของโค้ชอู๊ดยังรักษาความต่อเนื่องในการสร้างโอกาสได้เมื่อเจอกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งกว่าอย่างเปอร์ซิจา
ประตูแรกในนาที 18 ของ พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงประโยชน์ของผู้เล่นแดนกลางที่สามารถขยับขึ้นมาสร้างความแตกต่างบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ เจ้าตัวตัดสินใจยิงไกลจากนอกกรอบและส่งบอลผ่านมือ อากิล ซาวิก เข้าไป ซึ่งเป็นมิติที่ช่วยลดภาระของแนวรุกได้อย่างมาก เพราะหากทีมสามารถมีประตูจากแถวสอง คู่แข่งจะไม่สามารถถอยลงไปรับลึกและปิดเฉพาะพื้นที่หน้าประตูได้ง่ายๆ
จากนั้นนาที 40 เอสซัม อัล ซูบี แสดงให้เห็นสัญชาตญาณของผู้เล่นแนวรุก ด้วยการฉวยโอกาสจากสถานการณ์ชุลมุนหน้าประตูและจบสกอร์ให้ทีมหนีเป็น 2-0เมื่อรวมกับประตูที่เขาทำได้ในเกมเปิดสนามกับพีเอสเอ็มเอส เมดัน เท่ากับแนวรุกทีมชาติโอมานยิงได้สองเกมติดต่อกัน และกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เริ่มสร้างอิมแพ็กต์ได้ชัดในทัวร์นาเมนต์นี้ ขณะที่การท่าเรือทำรวมแล้ว 4 ประตูจากสองเกมนี่คือสัญญาณบวกก่อนฤดูกาลใหม่ เพราะทีมไม่ได้พึ่งนักเตะคนเดียวในการทำประตู แต่มีทั้งกองกลางและแนวรุกช่วยกันสร้างผลผลิต ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญสำหรับทีมที่ต้องลงเล่นหลายรายการ
สองประตูที่เสียคือสัญญาณเตือน ปัญหาอยู่ที่ช่วงเปลี่ยนโมเมนตัม
แม้เกมรุกจะเป็นจุดที่น่าพอใจ แต่สิ่งที่น่าจะถูกหยิบกลับไปวิเคราะห์ทันทีคือช่วงเวลาหลังจากการท่าเรือขึ้นนำ 2-0 ตามธรรมชาติของเกมฟุตบอล ประตูที่สองในช่วงท้ายครึ่งแรกควรเป็นจุดที่ทำให้ทีมสามารถควบคุมเกมง่ายขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม เพราะหลังจากเอสซัมทำประตูในนาที 40 เพียงสองนาที เปอร์ซิจาก็สามารถตีไข่แตกจาก อาร์ลีอันส์ยาห์ อับดุลมานัน ซึ่งรับบอลทะลุช่องจาก สเตปาน ลอนชาร์ ก่อนหลุดเข้าไปจบสกอร์การเสียประตูก่อนหมดครึ่งแรกลักษณะนี้มีผลทางจิตวิทยาสูงมาก เพราะจากสถานการณ์ที่อาจเข้าสู่ห้องแต่งตัวด้วยความได้เปรียบ 2-0 กลับเหลือช่องว่างเพียงประตูเดียว และทำให้คู่แข่งกลับมามีความเชื่อทันที
จากนั้นเพียงเจ็ดนาทีหลังเริ่มครึ่งหลัง เปอร์ซิจาตีเสมอ 2-2 จากลอนชาร์ ซึ่งขึ้นมาจบจังหวะสวนกลับที่ต่อเนื่องจาก วิตัน สุไลมาน และอาร์ลีอันส์ยาห์ช่วงเวลาตั้งแต่นาที 40 ถึง 52 จึงเป็น 12 นาทีที่เปลี่ยนภาพของเกมทั้งหมด ปัญหาตรงนี้อาจไม่ได้เกิดจากกองหลังรายใดรายหนึ่ง แต่สะท้อนเรื่องการควบคุมสถานการณ์ในระดับทีม ทั้งการรักษาระยะระหว่างไลน์ การจัดตำแหน่งหลังเสียบอล และการตัดสินใจว่าช่วงใดควรเร่ง ช่วงใดควรลดจังหวะนี่คือรายละเอียดเล็กๆ ที่มักแบ่งแยกทีมที่เล่นดีออกจากทีมที่สามารถ ปิดเกม ได้จริง
พีรดนย์ฉายชัด บทบาทแดนกลางกำลังสำคัญกับระบบโค้ชอู๊ด
นอกจากเรื่องผลการแข่งขัน หนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นจากเกมนี้คือ พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี ซึ่งไม่ได้สร้างความแตกต่างเฉพาะจากประตูขึ้นนำเท่านั้น แต่การมีผู้เล่นประเภทนี้อยู่ในแดนกลางช่วยให้โค้ชอู๊ดสามารถสร้างเกมที่ยืดหยุ่นมากขึ้นพีรดนย์มีคุณสมบัติในการเล่นได้ทั้งบทบาทกองกลางที่ช่วยเชื่อมเกมและผู้เล่นที่ขยับขึ้นไปสนับสนุนแนวรุก การยิงจากแถวสองคือหนึ่งในอาวุธที่ทำให้คู่แข่งต้องออกมาปิดพื้นที่เร็วขึ้น และเมื่อคู่แข่งขยับขึ้น ช่องว่างด้านหลังก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยในฟุตบอลสมัยใหม่ ทีมที่ต้องการครองเกมไม่สามารถพึ่งเพียงเพลย์เมกเกอร์หรือปีกเป็นตัวสร้างสรรค์เกม แต่จำเป็นต้องมีกองกลางที่สามารถเปลี่ยนสถานะจากผู้คุมจังหวะเป็นผู้เล่นเกมรุกได้ทันที
ประตูในเกมกับเปอร์ซิจาจึงมีความหมายในแง่แท็กติกไม่น้อยที่สำคัญ พีรดนย์ยังรับบทกัปตันทีมในเกมดังกล่าว และนี่คืออีกมิติที่การท่าเรือต้องการอย่างมากในฤดูกาลที่มีแรงกดดันสูง เพราะนอกจากคุณภาพฟุตบอลแล้ว ทีมต้องมีผู้เล่นในสนามที่สามารถควบคุมอารมณ์และช่วยรักษาโครงสร้างเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนสิ่งที่จะต้องพัฒนาต่อคือทำอย่างไรให้แดนกลางสามารถควบคุมเกมหลังขึ้นนำได้มากกว่านี้ หากพีรดนย์และกลุ่มมิดฟิลด์สามารถเปลี่ยนจากการพาทีมขึ้นนำ มาเป็นการคุมพื้นที่และทำลายโมเมนตัมคู่แข่งได้ การท่าเรือจะมีความสมบูรณ์ขึ้นอีกระดับ
เอสซัม อัล ซูบี ยิงสองเกมติด อาวุธใหม่ที่กำลังตอบโจทย์
ชื่อของ เอสซัม อับดุลลาห์ อัล ซูบี กำลังถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในช่วงปรีซีซั่น เพราะหลังจากทำประตูในเกมแรกที่ชนะ พีเอสเอ็มเอส เมดัน 2-0 เจ้าตัวยังยิงเพิ่มอีกหนึ่งลูกในเกมเสมอเปอร์ซิจาเท่ากับว่าเขามีสองประตูจากสองเกมแรกของรายการ และช่วยให้การท่าเรือมีผู้เล่นแนวรุกที่สามารถสร้างความอันตรายได้หลายรูปแบบประตูในเกมกับเปอร์ซิจาอาจไม่ได้เป็นลูกที่สวยงามที่สุด แต่สำหรับกองหน้า การเข้าไปอยู่ในพื้นที่ถูกต้องตอนบอลตกอยู่หน้าประตูคือคุณภาพสำคัญไม่แพ้การยิงไกลหรือเลี้ยงผ่านคู่แข่ง
สิ่งที่โค้ชอู๊ดน่าจะพอใจคือเอสซัมไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การรอบอลจังหวะสุดท้าย แต่สามารถเคลื่อนที่สร้างพื้นที่และเชื่อมกับแนวรุกคนอื่นได้ก่อนเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ การท่าเรือกำลังมีการแข่งขันในแดนหน้าค่อนข้างสูง เพราะทีมมีทั้งนักเตะต่างชาติและผู้เล่นไทยหลายรายให้เลือกใช้งานการแข่งขันดังกล่าวถือเป็นข้อดี เนื่องจากโปรแกรมในฤดูกาล 2026/27 จะมีความหนาแน่น และแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้แนวรุกชุดเดียวตลอดทั้งปีการที่เอสซัมเริ่มต้นด้วยสองประตูจึงเป็นมากกว่าเรื่องสถิติ แต่มันทำให้เขาเริ่มสร้างเครดิตกับทีมงาน และเพิ่มทางเลือกให้โค้ชอู๊ดสามารถจัดระบบเกมรุกได้หลายแบบมากขึ้น
เจอเปอร์ซิจาของชิน แต ยอง คือบททดสอบที่ปรีซีซั่นทั่วไปให้ไม่ได้
อีกหนึ่งเหตุผลที่เกมนี้มีคุณค่ากับการท่าเรือคือคุณภาพของคู่แข่ง เพราะเปอร์ซิจา จาการ์ตา ภายใต้การคุมทีมของ ชิน แต ยอง ไม่ใช่ทีมที่ลงมาเล่นแบบอุ่นเครื่องเบาๆ แต่เป็นหนึ่งในสโมสรใหญ่ของอินโดนีเซียที่เต็มไปด้วยผู้เล่นคุณภาพจากรูปเกม ทั้งสองฝ่ายเริ่มต้นด้วยจังหวะที่ค่อนข้างสูงและมีการสร้างโอกาสสลับกัน การท่าเรือใช้การเปลี่ยนจากรับเป็นรุกเล่นงานคู่แข่งหลายครั้ง ขณะที่เปอร์ซิจาสร้างอันตรายทั้งจากบอลนิ่งและการเล่นโอเพนเพลย์
การแข่งขันในระดับความเข้มข้นเช่นนี้คือสิ่งที่ทีมไทยต้องการจากการเดินทางไปปรีซีซั่นต่างประเทศ เพราะหากเลือกคู่แข่งที่ระดับต่ำเกินไป ผลการแข่งขันอาจดูดีแต่ไม่ช่วยเปิดเผยปัญหาของทีมเกมนี้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
การท่าเรือได้ทดสอบการเล่นเมื่อเป็นฝ่ายนำ ได้เผชิญแรงกดดันหลังเสียประตู และต้องรับมือกับทีมที่สามารถลงโทษความผิดพลาดได้จริงแม้กระทั่งช่วงท้ายเกม เปอร์ซิจายังเกือบพลิกสถานการณ์ในช่วงทดเจ็บ เมื่อ กุสตาโว อัลเมดา ได้โหม่งในนาที 90+2 ก่อนที่ ไมเคิล ฟาลเคสการ์ด จะช่วยเซฟเอาไว้ ทำให้เกมจบ 2-2หากนี่เป็นเกมลีก การเสียประตูตรงนั้นอาจหมายถึงจากนำ 2-0 กลายเป็นแพ้ 2-3 ซึ่งต้นทุนสูงมาก ดังนั้นสำหรับทีมงานโค้ชอู๊ด เกมนี้แทบจะเป็นห้องเรียนแท็กติกแบบเต็มรูปแบบที่สามารถนำไปใช้ต่อได้ทันที
สี่แต้มจากสองนัดยังอยู่ในเส้นทาง แต่เกมกับเปอร์เซบายาห้ามพลาด
แม้จะพลาดชัยชนะเหนือเปอร์ซิจา แต่ภาพรวมสถานการณ์ของการท่าเรือในกลุ่มบียังถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่ดี หลังมี 4 คะแนนจากสองนัด และยังไม่แพ้ใคร โดยข้อมูลหลังจบเกมระบุว่าพวกเขายังคงอยู่บนหัวตารางกลุ่ม ขณะที่นัดสุดท้ายต้องพบกับ เปอร์เซบายา สุราบายา วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ที่สนามเกโลรา บุง โตโม นี่คือเกมที่มีความหมายมาก เพราะการแข่งขันระบบกลุ่มสั้นไม่เปิดพื้นที่ให้แก้ตัวหลายครั้งสิ่งสำคัญสำหรับการท่าเรือคือไม่สามารถคิดว่า 4 คะแนนเพียงพอแล้ว แต่ต้องลงไปเล่นเกมสุดท้ายด้วยเป้าหมายชัดเจน
ในมุมแท็กติก เกมกับเปอร์เซบายาอาจกลายเป็นบททดสอบต่อเนื่องจากเปอร์ซิจา เพราะอีกฝ่ายมีแรงหนุนจากการเล่นในเมืองสุราบายาและคุ้นเคยสภาพสนามสิ่งที่แฟนบอลควรจับตาคือโค้ชอู๊ดจะเลือกปรับทีมมากน้อยแค่ไหนในฐานะทัวร์นาเมนต์ปรีซีซั่น การหมุนเวียนผู้เล่นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป้าหมายไม่ได้มีเพียงการผ่านเข้ารอบ แต่ยังต้องสร้างความฟิตและประเมินขุมกำลังให้ครบอย่างไรก็ตาม เมื่อทีมประกาศชัดตั้งแต่ก่อนรายการว่าต้องการป้องกันแชมป์ การแข่งขันย่อมมีเรื่องผลลัพธ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เกมสุดท้ายของกลุ่มจึงจะเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าการท่าเรือสามารถนำบทเรียนจากการพลาดปิดเกมกับเปอร์ซิจาไปแก้ไขได้ทันทีหรือไม่
โค้ชอู๊ดต้องใช้ผลเสมอครั้งนี้เปลี่ยนเป็นกำไร ก่อนของจริงเริ่ม
หากมองเพียงสกอร์ การนำ 2-0 แล้วจบ 2-2 ย่อมน่าเสียดาย แต่ในมุมของการเตรียมทีม ผลการแข่งขันลักษณะนี้อาจให้ประโยชน์กับโค้ชมากกว่าชัยชนะสบายๆก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ สระราวุฒิ ตรีพันธ์ ยืนยันชัดว่าการท่าเรือเดินทางมาอินโดนีเซียด้วยสองเป้าหมายพร้อมกัน คือพยายามป้องกันแชมป์ และใช้รายการนี้ทดสอบทีมรวมถึงเตรียมแท็กติกสำหรับฤดูกาลใหม่สองเกมแรกทำให้ทีมงานเริ่มได้คำตอบบางส่วนแล้วเกมรุกสามารถผลิต 4 ประตู มีผู้เล่นหลายคนช่วยทำสกอร์ และนักเตะใหม่บางรายเริ่มสร้างอิมแพ็กต์ ขณะเดียวกันเกมกับเปอร์ซิจาก็เปิดเผยว่าการควบคุมจังหวะหลังขึ้นนำยังต้องละเอียดกว่าเดิม
สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นการแก้ไขหากทีมสามารถรักษาระยะห่างระหว่างไลน์ได้ดีขึ้น ลดการเสียบอลในช่วงที่คู่แข่งกำลังเร่งเกม และมีวิธีตัดโมเมนตัมเมื่อถูกกดดัน การท่าเรือจะกลายเป็นทีมที่รับมือยากขึ้นมากฤดูกาล 2026/27 จะไม่อนุญาตให้พลาดบ่อย เพราะเป้าหมายของสโมสรอยู่ในระดับสูง และคู่แข่งทั้งในไทยและเวทีนานาชาติพร้อมลงโทษทุกความผิดพลาด ดังนั้น 2-2 กับเปอร์ซิจาอาจดูเหมือนแต้มที่หลุดมือ แต่หากโค้ชอู๊ดนำบทเรียนครั้งนี้กลับไปแก้ได้ มันอาจกลายเป็นหนึ่งในเกมปรีซีซั่นที่สำคัญที่สุดของการท่าเรือก่อนเข้าสู่ของจริง
การท่าเรือเริ่มเห็นทรง แต่คำว่าทีมลุ้นแชมป์ ต้องปิดเกมให้เป็น
หลังผ่านสองเกมใน Piala Presiden Elite 2026 ภาพของการท่าเรือเริ่มชัดขึ้นว่าทีมมีศักยภาพด้านเกมรุกสูง และสามารถแข่งขันกับคู่แข่งต่างชาติได้อย่างสูสีชัยชนะ 2-0 เหนือพีเอสเอ็มเอส เมดัน ตามด้วยการเสมอเปอร์ซิจา 2-2 ทำให้ทีมมี 4 คะแนน พร้อมยิงไปแล้ว 4 ประตู โดยยังไม่แพ้ใครในรายการแต่สำหรับทีมที่วางเป้าหมายสูง คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าสร้างโอกาสได้หรือไม่มันคือเมื่อมีเกมอยู่ในมือแล้วสามารถรักษามันเอาไว้ได้หรือเปล่าการนำ 2-0 ตั้งแต่นาที 40 คือสถานการณ์ที่ทีมระดับลุ้นแชมป์ควรสามารถบริหารให้จบได้ ไม่ว่าจะด้วยการลดจังหวะ ควบคุมแดนกลาง หรือเลือกความเสี่ยงในการเติมเกมอย่างเหมาะสม
นี่คือรายละเอียดที่การท่าเรือต้องใช้ช่วงเวลาที่เหลือของปรีซีซั่นปรับให้ลงตัวด้านบวกคือปัญหาเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะที่สุด เพราะมันเกิดก่อนฤดูกาลจริง ไม่ใช่ในเกมที่สามคะแนนอาจตัดสินพื้นที่แชมป์หรือโควตาระดับเอเชีย นัดต่อไปกับเปอร์เซบายาจึงน่าจับตามากกว่าผลการแข่งขันอย่างเดียวแฟนบอลควรมองไปถึงวิธีที่ทีมตอบสนองหลังได้รับบทเรียนจากเปอร์ซิจา โดยเฉพาะหากเป็นฝ่ายขึ้นนำอีกครั้งเกมเสมอ 2-2 อาจทำให้การท่าเรือพลาดชัยชนะ แต่ถ้ามันช่วยให้ โค้ชอู๊ด เห็นจุดที่ต้องแก้ก่อนเปิดฤดูกาล ผลเสมอครั้งนี้ก็อาจมีมูลค่าสูงกว่าหนึ่งแต้มบนตารางปรีซีซั่น เพราะทีมที่ต้องการลุ้นความสำเร็จไม่ใช่เพียงทีมที่นำคู่แข่งได้ แต่ต้องเป็นทีมที่รู้ว่าจะพาชัยชนะกลับบ้านอย่างไรด้วย
ข่าวบอลไทยที่เกี่ยวข้อง
ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด เปิดตัวชุดใหม่ Built to Rise ลุยฤดูกาล 2026/27
ทีมชาติไทย U17 ร่วมสายอิรัก ศึกชิงแชมป์เอเชีย U17 รอบคัดเลือก
ธีรเทพ วิโนทัย ชูช้างศึกสอบผ่าน แม้พลาดแชมป์อาเซียน 2026