MongBallThai.com

เกาะกระแสบอลไทยทุกลีก พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึก และข่าวสารฟุตบอลไทย

โค้ชเตี้ยพอใจพัฒนาการต่อพิฆาต เร่งฟิตอีก 4 สัปดาห์ก่อนเปิดไทยลีก 2026/27

โค้ชเตี้ยพอใจพัฒนาการต่อพิฆาต เร่งฟิตอีก 4 สัปดาห์ก่อนเปิดไทยลีก 2026/27

โค้ชเตี้ยพอใจพัฒนาการต่อพิฆาต เร่งฟิตอีก 4 สัปดาห์ก่อนเปิดไทยลีก 2026/27

สะสม พบประเสริฐ หรือ “โค้ชเตี้ย” หัวหน้าผู้ฝึกสอนของ พีที ประจวบ เอฟซี ออกมาอัปเดตภาพรวมการเตรียมทีมในช่วงปรีซีซั่น 2026 ก่อนเข้าสู่ศึกไทยลีกฤดูกาล 2026/27 โดยยอมรับว่าผลงานโดยรวมยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แม้สภาพทีมและความฟิตของนักเตะยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อยก็ตาม “ต่อพิฆาต” ซึ่งจบอันดับ 6 ของศึกบีวายดี ซีไลออน ซิกส์ ลีกหนึ่ง ฤดูกาล 2025/26 ลงสนามอุ่นเครื่องมาแล้ว 4 นัด เริ่มจากเสมอ คิตฉี เอสซี 1-1 ชนะ ตรังกานู 3-2 แพ้ สลังงอร์ เอฟซี 0-4 และล่าสุดแพ้ สุโขทัย เอฟซี 2-3 ซึ่งผลการแข่งขันมีทั้งด้านบวกและจุดที่ต้องเร่งแก้ไข แต่ในมุมของทีมงาน เป้าหมายหลักยังคงอยู่ที่การทดลองนักเตะใหม่ การประเมินสภาพจริงของทีม และการมองให้เห็น “เชป” ที่พร้อมที่สุดก่อนเปิดลีก โค้ชเตี้ยย้ำชัดว่าขณะนี้ทีมยังมีความพร้อมเพียงราว 60-70 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และยังเหลือเวลาอีกประมาณ 4 สัปดาห์เพื่อเร่งความฟิต ปรับรายละเอียด และทำให้ผู้เล่นทุกคนเข้าใจบทบาทของตัวเองมากขึ้นก่อนการแข่งขันจริงจะเริ่มต้น

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เรื่องผลอุ่นเครื่องคือทิศทางการสร้างทีมของ พีที ประจวบ ในฤดูกาลนี้ เพราะโค้ชเตี้ยเลือกย้ำถึงการผลักดันนักเตะเยาวชนขึ้นมาฝึกซ้อมและมีส่วนร่วมกับทีมชุดใหญ่ให้มากขึ้น แทนที่จะเน้นดึงผู้เล่นซีเนียร์ระดับใกล้เคียงกับตัวหลักเดิมเข้ามาแบบจำนวนมาก แนวทางดังกล่าวทำให้ช่วงปรีซีซั่นกลายเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการคัดกรองและทดสอบว่าใครพร้อมก้าวขึ้นมารับบทบาทจริง ขณะเดียวกันการเข้ามาของผู้เล่นชื่อดังอย่าง แอนดรอส ทาวน์เซนด์ ก็ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งชิ้นส่วนที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่เพียงเข้ามาด้วยภาพลักษณ์หรือชื่อเสียง เมื่อมองผ่านภาพรวมของ การแข่งขันฟุตบอลไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ไทยลีก ทีมชาติไทย จนถึงเวทีเอเชีย จะเห็นว่าการรักษามาตรฐานของสโมสรในลีกสูงสุดต้องพึ่งทั้งคุณภาพตัวหลัก การพัฒนาดาวรุ่ง และการเสริมผู้เล่นที่สามารถยกระดับทีมได้จริง สำหรับ “ต่อพิฆาต” ภารกิจในอีก 4 สัปดาห์ข้างหน้าจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นช่วงที่ทีมต้องเปลี่ยนจากการทดลองให้กลายเป็นรูปแบบที่พร้อมใช้งานจริง ก่อนแรงกดดันจากผลงานฤดูกาลก่อนจะกลับมาทดสอบพวกเขาอีกครั้ง

ผลอุ่นเครื่อง 4 นัดยังไม่ใช่คำตอบ แต่ช่วยให้เห็นปัญหาของทีมชัดขึ้น

ผลงาน 4 เกมแรกในช่วงปรีซีซั่นของ พีที ประจวบ เอฟซี อาจไม่ได้สวยหรูจากสถิติชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 2 แต่ในสายตาของโค้ชเตี้ย ผลการแข่งขันเหล่านี้ยังมีคุณค่ามากพอ เพราะช่วยให้ทีมงานมองเห็นภาพจริงของขุมกำลังได้ชัดเจนมากขึ้นเกมเสมอ คิตฉี เอสซี 1-1 และชัยชนะเหนือ ตรังกานู 3-2 แสดงให้เห็นว่าทีมสามารถแข่งขันกับคู่แข่งต่างชาติได้ ขณะที่ความพ่ายแพ้ต่อ สลังงอร์ เอฟซี 0-4 และ สุโขทัย เอฟซี 2-3 ทำให้เห็นจุดอ่อนในหลายมิติ ทั้งการรักษาระยะของทีม ความแน่นอนในเกมรับ และการรับมือกับคู่แข่งที่มีความพร้อมมากกว่า

โค้ชเตี้ยยอมรับตรงไปตรงมาว่า “เชปทีม” ยังไม่สมบูรณ์ และการเจอกับทีมที่มีสภาพพร้อมกว่าเป็นประโยชน์มากกว่าการเลือกอุ่นเครื่องกับคู่แข่งที่ไม่สามารถกดดันได้จริง เพราะเมื่อข้อผิดพลาดถูกเปิดเผยในช่วงนี้ ทีมยังมีเวลาแก้ไขในฟุตบอลปรีซีซั่น ผลแพ้ชนะจึงไม่ควรถูกตีความแบบเกมลีกเต็มรูปแบบ เพราะหลายครั้งทีมเลือกเปลี่ยนผู้เล่นจำนวนมาก ทดลองตำแหน่งใหม่ หรือใช้แผนที่ยังไม่สมบูรณ์เพื่อเก็บข้อมูล

สิ่งที่สำคัญกว่าคือหลังจบแต่ละเกม ทีมงานรู้หรือไม่ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และนักเตะคนใดเหมาะกับบทบาทแบบใด ซึ่งจากคำพูดของโค้ชเตี้ย เขามองว่าทีมเริ่มได้คำตอบในเรื่องเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆดังนั้นแม้ตัวเลข 4 เกมแรกจะยังไม่ใช่ภาพที่สมบูรณ์ แต่ในแง่กระบวนการเตรียมทีม พีที ประจวบ กำลังใช้ทุกเกมเพื่อค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ชุดที่พร้อมที่สุดก่อนเปิดฤดูกาลจริง

ความฟิตยังเพียง 60-70 เปอร์เซ็นต์ เป้าหมายคือพีคให้ทันวันเปิดลีก

หนึ่งในประเด็นที่โค้ชเตี้ยให้ความสำคัญมากที่สุดคือเรื่องสภาพร่างกาย โดยยอมรับว่าความฟิตของนักเตะในเวลานี้ยังอยู่เพียงประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ และยังไม่อยู่ในระดับที่น่าพอใจสำหรับการแข่งขันจริงอย่างไรก็ตาม เขามองว่าสถานการณ์ยังอยู่ในกรอบที่สามารถบริหารได้ เพราะยังเหลือเวลาอีกประมาณ 4 สัปดาห์ก่อนเปิดลีก ซึ่งเพียงพอสำหรับการเร่งความเข้มข้นของการซ้อมและทำให้สภาพร่างกายของนักเตะค่อยๆ ขึ้นไปถึงระดับที่ต้องการ

การวางแผนความฟิตในช่วงปรีซีซั่นไม่ใช่เรื่องของการทำให้นักเตะพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์เร็วที่สุด แต่ต้องค่อยๆ เพิ่มโหลดเพื่อให้ร่างกายขึ้นไปถึงจุดพีคใกล้กับช่วงเปิดฤดูกาล หากเร่งหนักเกินไปตั้งแต่ต้น ความเสี่ยงเรื่องอาการบาดเจ็บและความล้าสะสมจะเพิ่มขึ้นทันทีโดยเฉพาะสำหรับทีมที่ยังมีเกมอุ่นเครื่องเหลืออีก 5 นัด การกระจายนาทีลงสนามและการจัดโปรแกรมฟื้นฟูจึงต้องถูกวางอย่างละเอียด เพราะทุกเกมจะถูกใช้ทั้งเพื่อสร้างความฟิตและทดลองแท็กติกไปพร้อมกัน

โค้ชเตี้ยเชื่อว่าเมื่อเข้าใกล้วันเปิดลีก สภาพร่างกายของผู้เล่นน่าจะขึ้นไปถึงระดับที่สมบูรณ์พอดี ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญของช่วงเวลานี้การมีสภาพร่างกายที่ดีไม่ได้ช่วยเพียงเรื่องการวิ่งมากขึ้น แต่ยังมีผลต่อคุณภาพการตัดสินใจในช่วงท้ายเกม เพราะเมื่อร่างกายล้า ความผิดพลาดจะเกิดง่ายขึ้นดังนั้นตัวเลข 60-70 เปอร์เซ็นต์ในวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลเกินไป หากทีมสามารถเพิ่มระดับอย่างต่อเนื่อง และไปถึงจุดที่ต้องการทันเวลาเปิดฤดูกาล

ดันดาวรุ่งขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของทีม ไม่เน้นเสริมซีเนียร์ระดับเดียวกับตัวเดิม

อีกหนึ่งแนวทางที่โค้ชเตี้ยย้ำอย่างชัดเจนคือการผลักดันนักเตะเยาวชนขึ้นมาฝึกซ้อมและได้รับโอกาสกับทีมชุดใหญ่มากขึ้น โดยมองว่าผู้เล่นกลุ่มที่ “ต่อแถว” มาจากฤดูกาลก่อนควรได้รับพื้นที่ในการพิสูจน์ตัวเองพีที ประจวบ ไม่ได้เลือกใช้นโยบายดึงผู้เล่นซีเนียร์ระดับเดียวกับตัวหลักที่มีอยู่เข้ามาจำนวนมาก แต่ต้องการเปิดพื้นที่ให้ดาวรุ่งสามารถก้าวขึ้นมาเป็นตัวเลือกจริงได้

แนวทางเช่นนี้มีข้อดีในระยะยาว เพราะช่วยสร้างความต่อเนื่องภายในทีม และทำให้สโมสรไม่จำเป็นต้องพึ่งตลาดนักเตะเพียงอย่างเดียวทุกครั้งที่ต้องการเติมขุมกำลังสำหรับนักเตะเยาวชน การได้ฝึกกับทีมชุดใหญ่คือขั้นตอนสำคัญ เพราะจะได้สัมผัสทั้งความเร็วของเกม ความเข้มข้นในการซ้อม และมาตรฐานที่สูงขึ้นจากระดับเยาวชนอย่างชัดเจนอย่างไรก็ตาม การดันดาวรุ่งไม่ได้หมายความว่าจะได้รับตำแหน่งโดยอัตโนมัติ ทุกคนยังต้องพิสูจน์ว่าพร้อมรับมือกับแรงกดดันของไทยลีก 1 ได้จริง และสามารถรักษาระดับการเล่นได้อย่างสม่ำเสมอ

ในแง่ของทีมงาน การมีผู้เล่นดาวรุ่งที่พร้อมใช้งานยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการหมุนเวียนทีม โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงโปรแกรมถี่หรือมีตัวหลักบาดเจ็บช่วงปรีซีซั่นจึงเป็นเสมือนห้องทดลองที่สำคัญสำหรับนักเตะกลุ่มนี้ เพราะเป็นโอกาสที่โค้ชสามารถให้เวลาในสนามโดยไม่ต้องแบกแรงกดดันเรื่องคะแนนเต็มรูปแบบหากมีดาวรุ่งหลายคนสามารถก้าวขึ้นมาได้จริง นั่นจะถือเป็นกำไรสำคัญของ พีที ประจวบ มากกว่าการเซ็นผู้เล่นใหม่เพียงระยะสั้น และอาจช่วยสร้างโครงสร้างทีมที่แข็งแรงขึ้นในอนาคตด้วย

แอนดรอส ทาวน์เซนด์ ไม่ได้มาด้วยชื่อเสียงอย่างเดียว ต้องพิสูจน์คุณภาพบนสนาม

หนึ่งในผู้เล่นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ แอนดรอส ทาวน์เซนด์ ซึ่งโค้ชเตี้ยยอมรับว่าเป็นนักเตะที่มีภาพลักษณ์และชื่อเสียงในระดับที่สามารถดึงดูดความสนใจจากแฟนบอลได้อย่างชัดเจนอย่างไรก็ตาม แนวคิดของทีมงานคือไม่ต้องการให้ชื่อเสียงกลายเป็นอภิสิทธิ์ เพราะโค้ชเตี้ยยืนยันว่าทาวน์เซนด์ไม่ได้รับการดูแลมากกว่าผู้เล่นคนอื่น และยังต้องพิสูจน์ตัวเองผ่านผลงานเช่นเดียวกับทุกคนประโยคที่ว่า “เราต้องให้เขาเอามาสร้างชื่อที่นี่ ไม่ได้มาทิ้งที่นี่” สะท้อนท่าทีของทีมอย่างชัดเจนว่า การเซ็นนักเตะที่มีชื่อเสียงไม่ใช่เรื่องของการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างผลกระทบในสนามด้วย

สำหรับผู้เล่นที่ผ่านฟุตบอลระดับสูงมาแล้ว ความคาดหวังย่อมสูงกว่าปกติ ทั้งในเรื่องคุณภาพการเล่น ความเป็นมืออาชีพ และการช่วยยกระดับเพื่อนร่วมทีมขณะเดียวกัน การเข้ามาของนักเตะลักษณะนี้ยังมีประโยชน์ในแง่การเรียนรู้ของดาวรุ่ง เพราะสามารถมองเห็นมาตรฐานการฝึกซ้อม การเตรียมร่างกาย และรายละเอียดของผู้เล่นที่เคยผ่านเกมระดับสูงมาแล้วแต่ทั้งหมดจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อทาวน์เซนด์สามารถรักษาสภาพร่างกายและปรับตัวกับฟุตบอลไทยได้จริง ซึ่งช่วงปรีซีซั่นคือเวลาสำคัญสำหรับการพิสูจน์สิ่งเหล่านี้

โค้ชเตี้ยจึงวางกรอบชัดว่าเจ้าตัวต้องเป็น “แม่เหล็ก” ทั้งในแง่ภาพลักษณ์และผลงาน ไม่ใช่เพียงชื่อที่ช่วยสร้างกระแสหากทำได้ การมาของทาวน์เซนด์จะไม่ใช่แค่ดีลที่ดึงดูดความสนใจ แต่สามารถกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญของ พีที ประจวบ ในการพยายามยกระดับทีมจากมาตรฐานเดิมสู่ระดับที่สูงขึ้น

เหลืออุ่นเครื่องอีก 5 นัด เพื่อหาชุดที่พร้อมที่สุดและบทบาทของแต่ละคน

โค้ชเตี้ยเปิดเผยว่า พีที ประจวบ ยังเหลือโปรแกรมอุ่นเครื่องอีก 5 นัด ซึ่งจะเป็นช่วงสำคัญสำหรับการคัดเลือกและปรับรูปแบบทีมให้เข้าใกล้ความพร้อมจริงมากที่สุดเป้าหมายของเกมเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่การชนะทุกนัด แต่คือการมองให้เห็น “เชปทีม” ที่พร้อมสำหรับการแข่งขันจริง รวมถึงระบุให้ชัดว่านักเตะแต่ละคนเหมาะกับบทบาทใดการเข้าแคมป์ที่กรุงเทพฯ ช่วยให้ทีมงานสามารถใช้เวลาร่วมกับผู้เล่นอย่างต่อเนื่อง และมองเห็นธรรมชาติของแต่ละคนได้ละเอียดขึ้น ทั้งจุดแข็ง ปัญหา ความถนัด และวิธีที่เหมาะสมในการใช้งาน

รายละเอียดเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าการมองเพียงตำแหน่งที่นักเตะถูกระบุไว้ เพราะบางคนอาจสามารถเล่นได้หลายบทบาท หรือบางคนอาจทำผลงานได้ดีเมื่อถูกวางในระบบที่เหมาะสมมากกว่าเดิมอีก 5 นัดที่เหลือจึงน่าจะเห็นการทดลองทั้งเรื่องคู่ผู้เล่น ระบบเกมรับ รูปแบบแดนกลาง และวิธีใช้งานนักเตะเกมรุกอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกัน เวลาที่เหลือยังช่วยให้ผู้เล่นใหม่และดาวรุ่งได้สร้างความเข้าใจกับกลุ่มตัวหลักมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเร่งให้เกิดขึ้นได้ภายในไม่กี่วัน

เมื่อใกล้เปิดลีก การทดลองน่าจะลดลง และชุดผู้เล่นที่ทีมงานเชื่อมั่นจะเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆสำหรับแฟนบอล ต่อพิฆาต ช่วง 5 เกมสุดท้ายของปรีซีซั่นจึงมีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะจะเป็นช่วงที่เริ่มมองเห็นภาพของทีมฤดูกาล 2026/27 มากขึ้นว่าใครจะเป็นแกนหลัก ใครจะเป็นดาวรุ่งที่ได้แจ้งเกิด และระบบของโค้ชเตี้ยจะถูกพัฒนาไปในทิศทางใด

อันดับ 6 ฤดูกาลก่อนสร้างความคาดหวัง ประจวบต้องเพิ่มความเข้มข้นเพื่อรักษามาตรฐาน

ผลงานอันดับ 6 ในฤดูกาล 2025/26 ทำให้ พีที ประจวบ เอฟซี ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความคาดหวังจากแฟนบอลและผู้ติดตามได้ ซึ่งโค้ชเตี้ยเองยอมรับตรงไปตรงมาว่า ผลงานที่ดีในปีที่ผ่านมาได้ยกระดับแรงกดดันสำหรับฤดูกาลใหม่ตามไปด้วยเมื่อทีมทำมาตรฐานไว้สูง สิ่งที่ยากกว่าการไปถึงจุดนั้นครั้งแรกคือการรักษาระดับเอาไว้ เพราะคู่แข่งก็มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาขึ้นเช่นกันโค้ชเตี้ยมองว่าคุณภาพของลีกในฤดูกาลใหม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน นั่นหมายความว่าประจวบไม่สามารถใช้ระดับความเข้มข้นเท่าเดิมแล้วหวังผลลัพธ์แบบเดิมได้

ทีมจำเป็นต้องสร้างความเข้มข้นมากขึ้นทั้งในสนามซ้อมและการแข่งขัน รวมถึงต้องทำให้ผู้เล่นใหม่ ดาวรุ่ง และแกนหลักเดิมสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงนี้คือเหตุผลที่ช่วงปรีซีซั่นมีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงเดียวที่ทีมยังสามารถทดลองผิดถูกได้โดยไม่เสียคะแนนจริงการมีความพร้อมเพียง 60-70 เปอร์เซ็นต์ในตอนนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ หากเส้นกราฟของทีมยังขยับขึ้น และสามารถไปถึงระดับที่ต้องการในวันที่ฤดูกาลเริ่มต้น

ขณะเดียวกัน การดันดาวรุ่งและเลือกเสริมผู้เล่นที่มีศักยภาพยกระดับทีมจริง แทนการซื้อซีเนียร์จำนวนมาก สะท้อนว่าประจวบกำลังพยายามสร้างทีมด้วยโครงสร้างที่ชัดเจนมากขึ้นจากนี้อีก 4 สัปดาห์จะเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของการเตรียมตัว หากทีมสามารถใช้เวลาและอีก 5 เกมอุ่นเครื่องเพื่อแก้จุดอ่อน สร้างความฟิต และกำหนดบทบาทของผู้เล่นได้ลงตัว “ต่อพิฆาต” ก็มีโอกาสเข้าสู่ฤดูกาล 2026/27 ด้วยฐานที่แข็งแรงพอจะรับมือกับแรงกดดันจากผลงานเดิม และเดินหน้ารักษามาตรฐานในลีกสูงสุดต่อไป