
จากวันที่แทบยืนไม่ไหว สู่แข้งไทยที่ญี่ปุ่นยอมรับ เปิดใจ ธีรภัทร ปรือทอง กับบทพิสูจน์ชีวิตที่ซัปโปโร
การออกไปค้าแข้งต่างประเทศไม่เคยเป็นเรื่องง่ายสำหรับนักฟุตบอลไทย โดยเฉพาะการย้ายไปเล่นในประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานการฝึกซ้อม ความเข้มข้นของการแข่งขัน และวินัยระดับสูง แต่สำหรับ ธีรภัทร ปรือทอง ปีกดาวรุ่งวัย 19 ปี นี่คือความท้าทายที่เขาเลือกเผชิญหน้าอย่างเต็มตัว หลังย้ายไปอยู่กับ ฮอกไกโด คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ด้วยสัญญายืมตัว ก่อนจะค่อย ๆ พิสูจน์ตัวเองจนได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดยังได้รับการต่อสัญญายืมตัวอีกหนึ่งฤดูกาล ผลงานในซีซั่น 2026 กับการลงเล่น 11 นัด ยิง 1 ประตู ทำ 4 แอสซิสต์ พร้อมเรียกจุดโทษได้อีก 2 ครั้ง คือหลักฐานว่าความพยายามของเจ้าตัวเริ่มออกดอกออกผล หลังผ่านช่วงเวลาที่ยากที่สุดในช่วงเริ่มต้นของการปรับตัว
สำหรับแฟนบอลที่ติดตาม การแข่งขันฟุตบอลไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ไทยลีก ทีมชาติไทย จนถึงเวทีเอเชีย เรื่องราวของ ธีรภัทร ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของนักเตะไทยรุ่นใหม่ที่กล้าก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย เพื่อเรียนรู้ฟุตบอลในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง เจ้าตัวเปิดเผยผ่านรายการ ตูTalk ว่า ช่วงแรกของการซ้อมที่ญี่ปุ่นถือเป็นประสบการณ์ที่หนักที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะแม้เวลาฝึกซ้อมจะไม่นาน แต่ทุกวินาทีเต็มไปด้วยความเข้มข้น นักเตะทุกคนวิ่งไล่กดดันกันตลอดเวลา ไม่มีจังหวะให้ผ่อนเกมเหมือนที่เคยสัมผัสมาก่อน อย่างไรก็ตาม การอดทนและพยายามปรับตัว ทำให้เขาคว้าโอกาสสำคัญเมื่อเพื่อนร่วมทีมได้รับบาดเจ็บ และสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงในนัดที่ 7 ของฤดูกาลได้สำเร็จ ก่อนต่อยอดสู่ผลงานที่น่าประทับใจในเวลาต่อมา
ซ้อมไม่นาน แต่เหนื่อยกว่าเดิม ความต่างของฟุตบอลญี่ปุ่นที่เปาไม่มีวันลืม
หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจากบทสัมภาษณ์ของ ธีรภัทร คือการอธิบายถึงรูปแบบการฝึกซ้อมของสโมสรในญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่เขาเคยสัมผัสในประเทศไทยอย่างชัดเจน เจ้าตัวยอมรับว่า สิ่งแรกที่รู้สึกคือ “เหนื่อยมาก” แม้เวลาในการฝึกซ้อมจะไม่ได้ยาวนาน แต่ทุกกิจกรรมถูกออกแบบให้ใช้ความเข้มข้นสูง นักเตะทุกคนต้องเคลื่อนที่ วิ่งเพรสซิ่ง และตัดสินใจอย่างรวดเร็วแทบทุกจังหวะ ทำให้ร่างกายและสมาธิต้องทำงานตลอดเวลา ไม่มีช่วงให้ผ่อนเกมเหมือนการซ้อมทั่วไป
ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของฟุตบอลญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ ทุกนาทีของการฝึกซ้อมต้องเกิดประโยชน์สูงสุด นักเตะจึงถูกบังคับให้เล่นด้วยความเร็วสูงอยู่เสมอ ทั้งในจังหวะครองบอล การเปลี่ยนผ่านเกมรุกเป็นเกมรับ และการเพรสซิ่งเมื่อเสียบอล สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เล่นต่างชาติที่ย้ายไปค้าแข้งในเจลีกหลายคนต้องใช้เวลาปรับตัว ไม่เว้นแม้แต่ดาวรุ่งไทยรายนี้
อย่างไรก็ตาม แทนที่จะมองว่าเป็นอุปสรรค ธีรภัทรกลับเลือกเรียนรู้และพัฒนาตัวเองจากทุกการฝึกซ้อม เขาพยายามยกระดับสภาพร่างกาย ความฟิต และความเร็วในการเล่นให้เข้าใกล้มาตรฐานของเพื่อนร่วมทีมมากที่สุด จนในที่สุดสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ทีมงานสตาฟฟ์โค้ช และได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องในเวลาต่อมา
โอกาสมาถึงเพราะเพื่อนบาดเจ็บ แต่การรักษาโอกาสไว้เป็นฝีมือของตัวเอง
ธีรภัทร เปิดเผยว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตในญี่ปุ่นเกิดขึ้นในนัดที่ 7 ของฤดูกาล เมื่อผู้เล่นในตำแหน่งเดียวกันได้รับบาดเจ็บ ทำให้ทีมงานโค้ชตัดสินใจส่งเขาลงสนามเป็นตัวจริงในตำแหน่งปีกขวา แม้จะเป็นโอกาสที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด แต่เจ้าตัวเลือกใช้ความพร้อมที่สะสมมาตลอดหลายสัปดาห์ในการตอบแทนความไว้วางใจของสโมสร
ดาวรุ่งชาวอุบลราชธานียอมรับว่าตื่นเต้นไม่น้อย เพราะเป็นการออกสตาร์ตตัวจริงครั้งแรกในสภาพแวดล้อมใหม่ ทั้งภาษา วัฒนธรรม และความกดดันจากการแข่งขันที่สูงกว่าเดิม แต่สิ่งที่ช่วยให้เขาผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ คือการพยายามไม่คิดมาก และตั้งเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือเล่นให้เต็มที่เพื่อช่วยทีม
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือผลงานที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถลงสนามรวม 11 นัด ยิงได้ 1 ประตู ทำ 4 แอสซิสต์ และเรียกจุดโทษให้ทีมได้อีก 2 ครั้ง กลายเป็นหนึ่งในนักเตะดาวรุ่งที่ได้รับคำชมจากแฟนบอลซัปโปโร และเป็นเหตุผลสำคัญที่สโมสรตัดสินใจต่อสัญญายืมตัวเขาออกไปอีกหนึ่งฤดูกาล เพื่อเดินหน้าพัฒนาฝีเท้าบนเวทีฟุตบอลญี่ปุ่นต่อไป
ผลงานที่พิสูจน์ว่าแข้งไทยยังมีพื้นที่ในฟุตบอลญี่ปุ่น
แม้ฤดูกาลแรกจะเริ่มต้นด้วยความยากลำบาก แต่ ธีรภัทร ปรือทอง สามารถเปลี่ยนความกดดันให้กลายเป็นแรงผลักดันได้อย่างน่าชื่นชม ผลงาน 11 นัด 1 ประตู 4 แอสซิสต์ ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพส่วนตัว แต่ยังแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถปรับตัวเข้ากับฟุตบอลญี่ปุ่นได้อย่างรวดเร็วเมื่อได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง
การได้รับการต่อสัญญายืมตัวจาก บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ไปยัง ฮอกไกโด คอนซาโดเล่ ซัปโปโร อีกหนึ่งฤดูกาล ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าฝ่ายบริหารและทีมงานสตาฟฟ์โค้ชมองเห็นศักยภาพในการพัฒนาระยะยาวของดาวรุ่งรายนี้ ไม่ใช่เพียงการเข้ามาเก็บประสบการณ์ชั่วคราว แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างนักเตะที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของสโมสรและทีมชาติไทยในอนาคต
ผลงานในสนามพิสูจน์ว่าโอกาสไม่ได้มาจากโชค แต่เกิดจากการเตรียมตัว
ในโลกฟุตบอลอาชีพ มีคำพูดอยู่เสมอว่า “โอกาสจะมาหาคนที่พร้อม” และเรื่องราวของ ธีรภัทร ปรือทอง คือภาพสะท้อนของประโยคนั้นอย่างชัดเจน หลังจากต้องอดทนฝึกซ้อมอย่างหนักในช่วงแรก จนกระทั่งได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงจากปัญหาอาการบาดเจ็บของเพื่อนร่วมทีม เจ้าตัวไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ แต่ใช้ผลงานในสนามเป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง
ตลอดฤดูกาล 2026 กับ ฮอกไกโด คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ธีรภัทรลงสนามรวม 11 นัด ทำได้ 1 ประตู 4 แอสซิสต์ และยังเรียกจุดโทษให้ทีมได้อีก 2 ครั้ง ผลงานดังกล่าวถือว่าน่าประทับใจสำหรับนักเตะวัยเพียง 19 ปี ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ฟุตบอลอาชีพในประเทศญี่ปุ่นเป็นปีแรก อีกทั้งยังต้องแข่งขันกับผู้เล่นทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติที่มีประสบการณ์มากกว่าอย่างชัดเจน
สิ่งสำคัญยิ่งกว่าตัวเลข คือการที่เขาสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับทีมงานสตาฟฟ์โค้ช จนได้รับโอกาสลงเล่นอย่างต่อเนื่อง และได้รับการต่อสัญญายืมตัวอีกหนึ่งฤดูกาล นั่นสะท้อนว่าสโมสรไม่ได้มองเขาเป็นเพียงโควตานักเตะต่างชาติจากประเทศไทย แต่เป็นผู้เล่นที่สามารถพัฒนาและมีบทบาทกับทีมได้ในระยะยาว
สำหรับนักเตะไทยรุ่นใหม่หลายคน เส้นทางของธีรภัทรกำลังกลายเป็นแรงบันดาลใจว่า การก้าวออกไปเล่นต่างประเทศอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากมีความอดทน วินัย และพร้อมเรียนรู้ โอกาสในการประสบความสำเร็จก็มีอยู่จริง
ซัปโปโรต่อสัญญา คือคำตอบที่ดีที่สุดของทุกข้อสงสัย
ก่อนเดินทางไปญี่ปุ่น หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า ธีรภัทร ปรือทอง จะได้รับโอกาสลงสนามจริงหรือไม่ เพราะ ฮอกไกโด คอนซาโดเล่ ซัปโปโร เป็นสโมสรที่มีการแข่งขันภายในทีมสูง และในช่วงเวลานั้นยังมีนักเตะไทยรุ่นพี่อย่าง สุภโชค สารชาติ ค้าแข้งอยู่กับทีมด้วย
อย่างไรก็ตาม หลังจบฤดูกาล สโมสรตัดสินใจเดินหน้าต่อสัญญายืมตัวจาก บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ออกไปอีกหนึ่งฤดูกาล ซึ่งถือเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่าทีมงานมองเห็นศักยภาพของดาวรุ่งชาวไทยรายนี้ และต้องการพัฒนาเขาต่อในระยะยาว
การต่อสัญญาไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกระแสของแฟนบอลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสิ่งที่เขาแสดงออกทุกวัน ทั้งในการฝึกซ้อม ความทุ่มเท ความสามารถในการเรียนรู้แท็กติก และการตอบสนองเมื่อได้รับโอกาสลงสนาม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สโมสรฟุตบอลอาชีพในญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากกว่าชื่อเสียงหรือสัญชาติของนักเตะ
นอกจากนี้ การได้อยู่กับซัปโปโรต่ออีกหนึ่งปี ยังหมายถึงโอกาสในการพัฒนาร่างกาย เทคนิค และประสบการณ์การแข่งขันในสภาพแวดล้อมที่มีมาตรฐานสูง ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญก่อนการก้าวขึ้นเป็นกำลังหลักของทีมชาติไทยชุดใหญ่ในอนาคต
จากเด็กอุบลราชธานี สู่ความหวังใหม่ของนักเตะไทยในเจลีก
เรื่องราวของ ธีรภัทร ปรือทอง ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนักเตะคนหนึ่งที่ไปค้าแข้งต่างประเทศ แต่เป็นภาพสะท้อนของการพัฒนาฟุตบอลไทยยุคใหม่ ที่นักเตะดาวรุ่งกล้าก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยเพื่อทดสอบตัวเองในลีกที่มีมาตรฐานสูงกว่า
จากคำบอกเล่าที่ว่า “การซ้อมที่ญี่ปุ่นเหนื่อยมาก เพราะทุกคนวิ่งใส่กันตลอด” จนถึงวันที่เขาสามารถยึดตำแหน่งในทีม สร้างผลงาน 11 นัด 1 ประตู 4 แอสซิสต์ และได้รับการต่อสัญญา ทุกอย่างแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการทำงานหนักในทุกวัน
เส้นทางของดาวรุ่งวัย 19 ปีรายนี้ ยังส่งผลเชิงบวกต่อวงการฟุตบอลไทย เพราะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า นักเตะไทยสามารถแข่งขันในฟุตบอลญี่ปุ่นได้ หากได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้อง มีทัศนคติที่ดี และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ
ฤดูกาล 2026/27 จึงน่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะจะเป็นปีที่ ธีรภัทร ได้เริ่มต้นกับซัปโปโรตั้งแต่ช่วงปรีซีซัน มีเวลาเรียนรู้ระบบของทีมมากขึ้น และมีโอกาสพัฒนาผลงานให้ก้าวไปอีกระดับ หากยังรักษาความมุ่งมั่นแบบเดิมเอาไว้ได้ เขาอาจไม่ได้เป็นเพียงดาวรุ่งที่น่าจับตามองของไทยเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นกำลังสำคัญของ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร และทีมชาติไทยในอนาคตอันใกล้อีกด้วย
ข่าวบอลไทยที่เกี่ยวข้อง
ชบาแก้ว U17 ได้ลุ้นแค่ไหน วิเคราะห์เส้นทางทีมชาติไทย หลังผลจับสลากชิงแชมป์เอเชียรอบคัดเลือก
บอสฟานแจงชัด ปัดซื้อกิจการโปลิศ เทโร แต่ทำไมข่าวนี้ถึงถูกจับตาทั้งวงการฟุตบอลไทย
หนองบัว พิชญ ได้ กิตติพงศ์ ภูแถวเชือกเฝ้าเสา กับภารกิจพาทีมคืนไทยลีก 1