MongBallThai.com

เกาะกระแสบอลไทยทุกลีก พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึก และข่าวสารฟุตบอลไทย

ศตวรรษแห่งศรัทธา เปิดหน้าประวัติศาสตร์ ช้างศึก จากทีมฟุตบอลสยามสู่ความหวังของคนไทยทั้งชาติ

ศตวรรษแห่งศรัทธา เปิดหน้าประวัติศาสตร์ ช้างศึก จากทีมฟุตบอลสยามสู่ความหวังของคนไทยทั้งชาติ

เปิดหน้าประวัติศาสตร์ ช้างศึก จากทีมฟุตบอลสยามสู่ความหวังของคนไทยทั้งชาติ

หากพูดถึงสัญลักษณ์ที่รวมใจคนไทยทั้งประเทศในโลกกีฬา ชื่อของทีมชาติไทย คือหนึ่งในภาพจำที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน จากยุคที่ฟุตบอลยังเป็นกีฬาของชนชั้นนำในสยาม สู่การกลายเป็นกีฬามหาชนที่ได้รับความนิยมสูงสุดของประเทศในปัจจุบัน ตลอดระยะเวลากว่า 100 ปีที่ผ่านมา ทัพช้างศึก ได้สร้างเรื่องราวมากมายบนเส้นทางลูกหนัง ทั้งความสำเร็จในระดับอาเซียน การแข่งขันในเวทีเอเชีย และความพยายามไล่ล่าความฝันสู่ฟุตบอลโลก จากยุคบุกเบิกของคณะฟุตบอลสยามในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จนถึงยุคของนักเตะอาชีพที่โลดแล่นในลีกต่างประเทศ ฟุตบอลทีมชาติไทยไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนของการแข่งขันกีฬา แต่ยังเป็นตัวแทนของความภาคภูมิใจ ความสามัคคี และความหวังของคนไทยทั้งชาติอีกด้วย ปัจจุบันทัพช้างศึกถือเป็นหนึ่งในทีมชาติที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยผลงานแชมป์อาเซียนหลายสมัย และการผ่านเข้าสู่ศึกเอเชียนคัพอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงพัฒนาการของวงการฟุตบอลไทยจากอดีตสู่ปัจจุบันอย่างชัดเจน

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ฟุตบอลทีมชาติไทยไม่ได้เติบโตขึ้นเพียงลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบฟุตบอลไทยที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับเยาวชน ลีกอาชีพ ฟุตบอลถ้วยภายในประเทศ ไปจนถึงการแข่งขันระดับนานาชาติ การพัฒนาของไทยลีก การเกิดขึ้นของศูนย์ฝึกเยาวชน และการส่งออกนักเตะไทยไปค้าแข้งต่างประเทศ ล้วนมีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานของทัพช้างศึกในยุคใหม่ เรื่องราวของทีมชาติไทยจึงไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ของทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง แต่คือประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลไทยทั้งระบบ ซึ่งแฟนบอลสามารถศึกษาเส้นทางการเติบโตของวงการลูกหนังไทยเพิ่มเติมได้จาก การแข่งขันฟุตบอลไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ไทยลีก ทีมชาติไทย จนถึงเวทีเอเชีย ที่จะช่วยให้เห็นภาพเชื่อมโยงของฟุตบอลไทยทุกระดับ ตั้งแต่รากฐานลีกอาชีพจนถึงการสร้างทีมชาติไทยเพื่อแข่งขันบนเวทีระดับทวีปและระดับโลก

ยุคที่ 1 กำเนิดคณะฟุตบอลสำหรับชาติสยาม (พ.ศ. 2458-2495)

จุดเริ่มต้นของฟุตบอลในประเทศไทยเกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ผู้ทรงสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ และทรงนำขบวนการกีฬาฟุตบอลเข้ามาเผยแพร่ในสยามปะเทศ

  • พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915): รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ ตราข้อบังคับและก่อตั้ง “คณะฟุตบอลสำหรับชาติสยาม” ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยเกมนัดแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 ณ สนามเสือป่า เป็นการแข่งขันระหว่างทีมชาติสยาม พบกับ ทีมราชกรีฑาสโมสร (ซึ่งเป็นทีมรวมชาวต่างชาติที่มาพำนักในไทย) ผลการแข่งขันปรากฏว่าทีมชาติสยามชนะไป 2-1
  • พ.ศ. 2459 (ค.ศ. 1916) ทรงก่อตั้ง สมาคมฟุตบอลแห่งสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ปัจจุบันคือสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ) เพื่อจัดระเบียบการแข่งขันภายในประเทศ
  • ชุดแข่งขันยุคแรก: นักฟุตบอลทีมชาติสยามในยุคนั้นสวมเสื้อสีแดง-ขาว มีตราพระมหามงกุฎ ประทับที่อกเสื้อด้านซ้าย ซึ่งนับเป็นเกียรติยศสูงสุดของผู้เล่นทุกคน
  • พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925) ประเทศสยามได้เข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) เป็นประเทศแรก ๆ ในทวีปเอเชีย และเริ่มเดินสายแข่งขันกระชับมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฮ่องกง

ยุคที่ 2 เบิกม่านสู่เวทีสากลและโอลิมปิกเกมส์ (พ.ศ. 2496 – 2519)

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองและการเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นประเทศไทย ทีมชาติไทยเริ่มยกระดับขีดความสามารถเพื่อเข้าร่วมมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ

  • โอลิมปิกเกมส์ 1956 (เมลเบิร์น, ออสเตรเลีย) ทีมชาติไทยสร้างประวัติศาสตร์เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลในโอลิมปิกเกมส์รอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก แม้จะแพ้ให้กับสหราชอาณาจักรไป 0-9 ในนัดแรก แต่ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้โลกรู้จักฟุตบอลไทย
  • การเข้าสู่เอเอฟซี (พ.ศ. 2500) ไทยเข้าเป็นสมาชิกของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (AFC) เปิดประตูสู่ทัวร์นาเมนต์ระดับทวีป
  • โอลิมปิกเกมส์ 1968 (เม็กซิโกซิตี, เม็กซิโก) ไทยผ่านรอบคัดเลือกเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายได้เป็นครั้งครั้งที่ 2 ภายใต้การคุมทีมของโค้ชชาวเยอรมัน กุนเทอร์ กลอมบ์ แม้จะตกรอบแรก (แพ้กัวเตมาลา 1-4, แพ้บัลแกเรีย 0-7, แพ้เชโกสโลวาเกีย 0-8) แต่ประตูดังกล่าวจากสำเริง ไชยยงค์ ในเกมพบกัวเตมาลา กลายเป็นประตูแรกและประตูเดียวของไทยในประวัติศาสตร์โอลิมปิกเกมส์รอบสุดท้าย
  • เอเชียนคัพ 1972 ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย (Asian Cup) ครั้งที่ 5 และสามารถคว้า อันดับ 3 มาครองได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นผลงานที่ดีที่สุดของทีมชาติไทยในรายการระดับทวีปจนถึงปัจจุบัน

ยุคที่ 3 เจ้าแห่งอาเซียนและราชาแห่งซีเกมส์ (พ.ศ. 2520 – 2539)

คำว่า “ดรีมทีม” เกิดขึ้นจากการรวบรวมนักเตะดาวรุ่งพรสวรรค์สูงมาเก็บตัวร่วมกันเป็นระยะเวลานาน เพื่อเป้าหมายในการพาทีมชาติไทยก้าวข้ามระดับภูมิภาค ในยุคนี้ฟุตบอลไทยหันมาสร้างความยิ่งใหญ่ในระดับภูมิภาคอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีทัวร์นาเมนต์หลักคือ กีฬาแหลมทอง (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ซีเกมส์) และฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ

  • ราชาแห่งซีเกมส์ ไทยกวาดเหรียญทองเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะในยุคทศวรรษที่ 1980 ถึง 1990 ที่ทีมชาติไทยแทบจะผูกขาดแชมป์ซีเกมส์ ด้วยเหล่านักเตะระดับตำนานอย่าง ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน, เฉลิมวุฒิ สง่าพล, อำนาจ เฉลิมชวลิต และสุทิน-สุรัก ไชยกิตติ
  • พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) – กำเนิดไทเกอร์คัพ การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียนครั้งแรก (ปัจจุบันคือ อาเซียน มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คัพ) ถูกจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ ทีมชาติไทยภายใต้การนำของโค้ช บิ๊กหอย ธวัชชัย สัจจกุล ชัยชนะเหนือมาเลเซีย 1-0 จากลูกยิงของซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ทำให้ไทยคว้าแชมป์สมัยแรกมาครอง และสถาปนาตนเองเป็นพี่เบิ้มแห่งอาเซียน

ยุคที่ 4 ยุคทอง ดรีมทีม และความใกล้เคียงตั๋วบอลโลก (พ.ศ. 2540 – 2553)

  • แกนหลักยุคดรีมทีม นำโดย เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ธชตวัน (ตะวัน) ศรีปาน, ดุสิต เฉลิมแสน, สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ และศูนย์หน้าอัจฉริยะอย่าง เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์
  • เอเชียนเกมส์ 1998 (กรุงเทพฯ) เกิดแมตช์ประวัติศาสตร์ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ทีมชาติไทยเหลือผู้เล่นเพียง 9 คนในสนาม แต่สามารถยิงประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษ (โกลเดนโกล) เอาชนะยักษ์ใหญ่คู่อริอย่าง เกาหลีใต้ ไปได้ 2-1 จากลูกฟรีคิกของธชตวัน ศรีปาน และลูกยิงของดุสิต เฉลิมแสน พาทีมเข้าสู่รอบตัดเชือกและคว้าอันดับ 4 มาครองท่ามกลางความสะใจของคนทั้งประเทศ
  • รอบ 10 ทีมสุดท้าย คัดบอลโลก 2002 ภายใต้การคุมทีมของกุนซือชาวอังกฤษ ปีเตอร์ วิธ ทีมชาติไทยทำผลงานในรอบคัดเลือกรอบแรกได้อย่างยอดเยี่ยม บุกไปเสมออิหร่านและชนะลีเกีย จนผ่านเข้าสู่รอบคัดเลือกรอบสุดท้าย (รอบ 10 ทีม) ของทวีปเอเชียได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แม้จะไม่ชนะใครเลยในรอบนี้ (เสมอ 4 แพ้ 4) แต่ก็สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเอเชีย
  • ช่วงสุญญากาศ (พ.ศ. 2547-2553) หลังจากหมดยุคของปีเตอร์ วิธ ฟุตบอลไทยประสบปัญหาการเปลี่ยนผ่านขุมกำลัง ประกอบกับการเติบโตของลีกเพื่อนบ้าน ทำให้ไทยชะงักไปชั่วขณะ ตกรอบแรกอาเซียนคัพและพลาดแชมป์ซีเกมส์หลายสมัยติดต่อกัน

ยุคที่ 5 ซิโก้ฟีเวอร์ และปฐมบทช้างศึกโมเดิร์นฟุตบอล (พ.ศ. 2557 – 2562)

การเข้ามารับตำแหน่งเฮดโค้ชของซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตศูนย์หน้าตำนาน ได้ปลุกกระแสฟุตบอลไทยให้กลับมามีชีวิตชีวาและฟีเวอร์ถึงขีดสุดอีกครั้ง

  • สไตล์การเล่นแบบ Tiki-Taka เมืองไทย โค้ชซิโก้ปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นของไทยให้เน้นการต่อบอลสั้นบนพื้นอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และใช้ความคล่องตัวเคลื่อนหาสเปซ ทำลายค่านิยมเดิม ๆ ที่มองว่านักเตะไทยรูปร่างเล็กและเสียเปรียบ
  • ความสำเร็จต่อเนื่อง
    • คว้าอันดับ 4 เอเชียนเกมส์ 2014 ที่อินชอน เกาหลีใต้
    • ทวงคืนแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2 สมัยซ้อน (2014 และ 2016)
  • รอบ 12 ทีมสุดท้าย คัดบอลโลก 2018: ไทยสร้างปาฏิหาริย์ผ่านเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายของเอเชียได้เป็นครั้งที่สอง ท่ามกลางกระแสศรัทธาแฟนบอลเต็มความจุสนามราชมังคลากีฬาสถานทุกนัด นำมาซึ่งนักเตะซูเปอร์สตาร์รุ่นใหม่ เช่น ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีราทร บุญมาทัน, สารัช อยู่เย็น และธีรศิลป์ แดงดา
  • การออกไปค้าแข้งต่างแดน: ผลจากยุคนี้ทำให้สโมสรในเจลีก (ญี่ปุ่น) หันมาให้ความสนใจนักเตะไทย ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ ธีราทร บุญมาทัน ได้ย้ายไปร่วมทีมชั้นนำ และธีราทรยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นคนไทยคนแรกที่คว้าแชมป์เจลีกร่วมกับ โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ในปี 2019

ยุคที่ 6 ยุคแห่งความเป็นมืออาชีพและขุนพลเจแปนสไตล์ พ.ศ. 2563 – ปัจจุบัน

หลังการอำลาตำแหน่งของโค้ชซิโก้ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ มุ่งเน้นการยกระดับโครงสร้างสู่สากล โดยดึงเฮดโค้ชต่างชาติระดับโปรไลเซนส์เข้ามาวางระบบอย่างเป็นทางการ

  • อากิระ นิชิโนะ: อดีตกุนซือทีมชาติญี่ปุ่นชุดฟุตบอลโลกเข้ามาคุมทัพช่วงสั้น ๆ แม้จะไม่ได้แชมป์เป็นชิ้นเป็นอันเนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ได้วางรากฐานเรื่องระเบียบวินัยและยกระดับแท็กติกเกมรับให้กับนักเตะรุ่นใหม่
  • มาโน โพลกิง: กุนซือลูกครึ่งบราซิล-เยอรมัน เข้ามากู้สถานการณ์พาทีมคว้าแชมป์อาเซียนคัพได้อีก 2 สมัย (2021 และ 2022) โดยเน้นเกมรุกที่ดุดันและเป็นอิสระ
  • มาซาทาดะ อิชิอิ (พ.ศ. 2566 – ปัจจุบัน): กุนซือชาวญี่ปุ่นผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในไทยลีก เข้ามารับไม้ต่อและพาทีมชาติไทยทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในศึก เอเชียนคัพ 2023 ด้วยการผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายโดยไม่เสียประตูเลยในรอบแบ่งกลุ่ม (ชนะคีร์กีซสถาน 2-0, เสมอโอมาน 0-0, เสมอซาอุดีอาระเบีย 0-0) ปลุกความหวังในการก้าวไปท้าชนกับทีมระดับท็อปของทวีปอีกครั้ง รวมถึงการต่อสู้ในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่ขับเคี่ยวอย่างเข้มข้น

ผลงานความสำเร็จในทัวร์นาเมนต์สำคัญ

  1. ฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน (ASEAN Championship) แชมป์ 7 สมัย (1996, 2000, 2002, 2014, 2016, 2020, 2022) สูงที่สุดในภูมิภาค
  2. ฟุตบอลซีเกมส์ (SEA Games) เหรียญทอง 16 สมัย สูงที่สุดในภูมิภาค
  3. เอเชียนคัพ (AFC Asian Cup) อันดับ 3 (ปี 1972) / เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย (ปี 2019, 2023)
  4. เอเชียนเกมส์ (Asian Games) อันดับ 4 (ปี 1990, 1998, 2002, 2014)
  5. โอลิมปิกเกมส์ (Olympic Games) เข้ารอบสุดท้าย 2 ครั้ง (ปี 1956, 1968)

5 อันดับดาวซัลโวตลอดกาลทีมชาติไทย (A-Match)

  1. ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน 70 ประตู (จากการลงสนาม 100 นัด)
  2. เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง 65 ประตู (จากการลงสนาม 134 นัด)
  3. ธีรศิลป์ แดงดา 64 ประตู (นักเตะที่ยังคงค้าแข้งอยู่)
  4. นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ 28 ประตู
  5. ธชตวัน ศรีปาน 23 ประตู

5 อันดับผู้ลงสนามรับใช้ชาติมากที่สุด

  1. เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง 134 นัด
  2. ธีรศิลป์ แดงดา 128 นัด
  3. ธชตวัน ศรีปาน 110 นัด
  4. ธีราทร บุญมาทัน 105 นัด
  5. ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน 100 นัด

อนาคตและเป้าหมายที่ยังไปไม่ถึงของ ช้างศึก

กว่า 100 ปีที่ผ่านมา ฟุตบอลทีมชาติไทยผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านทั้งจุดสูงสุดในยุคทองและจุดต่ำสุดในสภาวะซบเซา แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยจางหายไปคือแรงศรัทธา ของแฟนบอลชาวไทย ยุคสมัยปัจจุบันภายใต้การบริหารที่เป็นระบบอาชีพมากขึ้น มีระบบเยาวชนและการส่งออกนักเตะไปต่างประเทศที่เป็นรูปธรรม เป้าหมายสูงสุดของคนไทยทุกคนไม่ใช่เพียงแค่การเป็น แชมป์อาเซียน อีกต่อไป แต่คือการเห็นผืนธงไตรรงค์โบกสะบัดในมหกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ซึ่งยังคงเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ที่ขุนพลช้างศึกทุกยุคทุกสมัยกำลังร่วมใจกันเดินทางไปให้ถึง