MongBallThai.com

เกาะกระแสบอลไทยทุกลีก พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึก และข่าวสารฟุตบอลไทย

VAR ไทยลีก 2 ปรับใหญ่ ใช้แค่ 5 นัดท้าย-เพลย์ออฟ ลดภาระค่าใช้จ่าย

VAR ไทยลีก 2 ปรับใหญ่ ใช้เฉพาะ 5 นัดท้าย-เพลย์ออฟ เงินหนุนสโมสรเท่าเดิม

VAR ไทยลีก 2 ปรับใหญ่ ใช้เฉพาะ 5 นัดท้าย-เพลย์ออฟ เงินหนุนสโมสรเท่าเดิม

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ประกาศแนวทางบริหารค่าใช้จ่ายสำหรับฟุตบอลลีกอาชีพ ฤดูกาล 2026/27 โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการปรับรูปแบบการใช้ VAR ไทยลีก 2 จากเดิมที่มีการนำเทคโนโลยีวิดีโอช่วยผู้ตัดสินมาใช้อย่างต่อเนื่อง ให้เหลือเฉพาะการแข่งขันช่วง 5 นัดสุดท้ายของฤดูกาลปกติ รวมถึงการแข่งขันรอบเพลย์ออฟเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นจากความจำเป็นในการควบคุมงบประมาณ หลังสมาคมฯ ต้องรับภาระหนี้สินเดิมประมาณ 360 ล้านบาท และปัจจุบันยังมีภาระที่ต้องทยอยชำระเป็นรายเดือนรวมอีกกว่า 200 ล้านบาท ทำให้ฝ่ายจัดการแข่งขันจำเป็นต้องลดรายจ่ายบางส่วน เพื่อให้สามารถบริหารฟุตบอลลีกอาชีพทั้งชายและหญิงที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบให้เดินหน้าต่อไปได้ตลอดฤดูกาล

อย่างไรก็ตาม การลดการใช้งาน VAR ในครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าสมาคมฯ จะลดเงินสนับสนุนที่มอบให้กับสโมสรสมาชิก เพราะมีการยืนยันว่าเงินอุดหนุนของทั้งสามระดับจะยังคงอัตราเดิม ไทยลีก 1 สโมสรละ 15 ล้านบาท, ไทยลีก 2 สโมสรละ 4 ล้านบาท และไทยลีก 3 สโมสรละ 1.25 ล้านบาท ขณะที่การแข่งขันลีกสูงสุดจะยังมี VAR ทุกคู่ ทุกสัปดาห์ตลอดฤดูกาล พร้อมระบบ VAR Cross Hair 3D เต็มรูปแบบเหมือนฤดูกาล 2025/26 การปรับนโยบายครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญของ การแข่งขันฟุตบอลไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ไทยลีก ทีมชาติไทย จนถึงเวทีเอเชีย เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงทั้งกับมาตรฐานการตัดสิน ต้นทุนการจัดการแข่งขัน และการบริหารลีกอาชีพภายใต้ข้อจำกัดทางการเงิน

VAR ไทยลีก 2 เหลือเฉพาะช่วง 5 นัดสุดท้ายและรอบเพลย์ออฟ

รายละเอียดสำคัญที่สุดของประกาศครั้งนี้คือ VAR ไทยลีก 2 จะไม่ได้ถูกใช้งานเป็นประจำตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล 2026/27 แต่จะกลับมาใช้ในช่วง 5 นัดสุดท้ายของฤดูกาลปกติ รวมถึงรอบเพลย์ออฟ ซึ่งเป็นช่วงที่การแข่งขันมีความสำคัญอย่างมากต่อทั้งการลุ้นแชมป์ การเลื่อนชั้น และอันดับต่างๆ ของตาราง โดยไทยลีก 2 ฤดูกาลนี้แข่งขันแบบเหย้า-เยือนรวมทีมละ 34 นัด ดังนั้นในช่วงการแข่งขันส่วนใหญ่ ผู้ตัดสินในสนามจะต้องทำหน้าที่โดยไม่มีระบบ VAR เข้ามาช่วยตรวจสอบเหตุการณ์สำคัญเหมือนที่ผ่านมา

การเลือกนำ VAR กลับมาใช้ในช่วงท้ายสามารถมองได้ว่าเป็นความพยายามรักษาสมดุลระหว่างข้อจำกัดด้านงบประมาณกับความสำคัญของการแข่งขัน เพราะเมื่อเข้าสู่ช่วง 5 นัดสุดท้าย ทุกคะแนนสามารถตัดสินชะตาของแต่ละสโมสรได้ทันที ขณะเดียวกันรอบเพลย์ออฟก็มีความสำคัญโดยตรงต่อการเลื่อนชั้น โดยระเบียบการแข่งขันกำหนดให้ทีมอันดับ 3 ถึงอันดับ 6 หลังจบฤดูกาลปกติเข้าสู่รอบเพลย์ออฟ เพื่อหาอีกหนึ่งทีมเลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 1 การมี VAR ในเกมเหล่านี้จึงช่วยเพิ่มเครื่องมือให้ผู้ตัดสินตรวจสอบจังหวะสำคัญในช่วงที่ผลการแข่งขันมีเดิมพันสูงที่สุดของฤดูกาล

ภาระหนี้ 360 ล้านบาท คือเหตุผลสำคัญที่สมาคมฯ ต้องลดต้นทุน

เบื้องหลังการปรับลด VAR ไทยลีก 2 คือสถานการณ์ทางการเงินของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ โดยแถลงการณ์ระบุถึงภาระหนี้เดิมประมาณ 360 ล้านบาท และยังมีภาระเหลือที่ต้องทยอยชำระเป็นรายเดือนอีกกว่า 200 ล้านบาท ตัวเลข 360 ล้านบาทดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลที่สมาคมฯ เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้เกี่ยวกับภาระหนี้ที่มีต่อ บมจ. สยามสปอร์ต ซินดิเคท ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2569 สมาคมฯ ประกาศว่าสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมสามฝ่ายเพื่อกำหนดแนวทางการชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว

เมื่อมีภาระการชำระหนี้ควบคู่กับต้นทุนในการดำเนินการแข่งขันหลายรายการ การควบคุมรายจ่ายจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของฝ่ายบริหาร โดยสมาคมฯ ให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณอย่างรอบคอบเพื่อให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงิน และต้องรักษาความสามารถในการจัดการแข่งขันทั้งฟุตบอลลีกอาชีพชายและหญิงให้ดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง การลดการใช้ VAR ในไทยลีก 2 

จึงถูกเลือกเป็นหนึ่งในแนวทางลดต้นทุน แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ทำให้ฝ่ายจัดการแข่งขันต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานผู้ตัดสินในสนามมากขึ้น เพราะตลอดการแข่งขันส่วนใหญ่จะไม่มีเทคโนโลยีวิดีโอเข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบคำตัดสิน

ไทยลีก 1 ยังใช้ VAR ทุกคู่ พร้อม Cross Hair 3D เต็มระบบ

แม้ VAR ไทยลีก 2 จะถูกปรับลดลงอย่างชัดเจน แต่การแข่งขัน BYD SEALION 6 League One หรือไทยลีก 1 จะไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว โดยสมาคมฯ ยืนยันว่าลีกสูงสุดฤดูกาล 2026/27 จะยังคงใช้ VAR ทุกคู่ ทุกสัปดาห์ไปจนจบฤดูกาล และจะมีระบบ VAR Cross Hair 3D เต็มรูปแบบเข้ามาช่วยในการพิจารณาจังหวะต่างๆ เช่นเดียวกับมาตรฐานที่ใช้งานในฤดูกาล 2025/26

แนวทางที่แตกต่างกันระหว่างสองระดับสะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายจัดการแข่งขันเลือกจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ โดยรักษาระบบ VAR เต็มรูปแบบเอาไว้ในลีกสูงสุด ขณะที่ลดต้นทุนในไทยลีก 2 แต่ยังคงระบบไว้สำหรับช่วงที่มีความสำคัญสูงที่สุด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตามองคือมาตรฐานการตัดสินของลีกรองตลอดช่วงที่ไม่มี VAR เพราะหลายเหตุการณ์ในเกมฟุตบอลสามารถเปลี่ยนผลการแข่งขันได้ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะจุดโทษ ใบแดงโดยตรง 

หรือเหตุการณ์ในพื้นที่อันตราย การไม่มีระบบวิดีโอช่วยตรวจสอบจึงทำให้บทบาทและความแม่นยำของทีมผู้ตัดสินในสนามยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นตั้งแต่เกมแรกจนถึงช่วงก่อนเข้าสู่ 5 นัดสุดท้ายของฤดูกาล

เงินสนับสนุนไม่ลด ไทยลีก 2 ยังได้รับสโมสรละ 4 ล้านบาท

อีกประเด็นที่สมาคมฯ ต้องการยืนยันอย่างชัดเจนคือ แม้จะมีการปรับลดต้นทุนด้าน VAR ไทยลีก 2 แต่เงินสนับสนุนสโมสรสมาชิกจะยังคงจำนวนเดิมทั้งหมด โดยไทยลีก 1 จะได้รับสโมสรละ 15 ล้านบาท ไทยลีก 2 สโมสรละ 4 ล้านบาท และไทยลีก 3 สโมสรละ 1.25 ล้านบาท เพื่อช่วยให้แต่ละสโมสรสามารถนำเงินดังกล่าวไปใช้บริหารจัดการทีมและดำเนินงานตลอดฤดูกาล

การรักษาเงินสนับสนุนเอาไว้มีความสำคัญต่อสโมสรโดยเฉพาะในระดับลีกรอง เพราะแต่ละทีมต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งค่าจ้างนักฟุตบอลและทีมงาน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก การจัดการแข่งขันในฐานะเจ้าบ้าน ตลอดจนต้นทุนการบริหารอื่นๆ การลดเงินอุดหนุนจึงอาจสร้างผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องของสโมสรได้มากกว่าการลดต้นทุนส่วนกลางบางรายการ การตัดสินใจคงเงินสนับสนุนไว้เท่าเดิมจึงสะท้อนแนวทางที่ต้องการลดรายจ่ายของฝ่ายจัดการแข่งขันโดยพยายามไม่ผลักภาระเพิ่มเติมไปยังสโมสรสมาชิก อย่างไรก็ตาม ทุกทีมยังจำเป็นต้องวางแผนงบประมาณอย่างรอบคอบ เพราะเงินสนับสนุนเป็นเพียงหนึ่งในรายได้ของสโมสร และความยั่งยืนในระยะยาวยังต้องพึ่งรายได้เชิงพาณิชย์ ผู้สนับสนุน ตั๋วเข้าชม และช่องทางอื่นประกอบกัน

ไม่มี VAR ช่วงใหญ่ของฤดูกาล เพิ่มแรงกดดันต่อมาตรฐานผู้ตัดสิน

ผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการลด VAR ไทยลีก 2 คือความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ตัดสินและผู้ช่วยผู้ตัดสิน เพราะตลอดช่วงการแข่งขันส่วนใหญ่ คำตัดสินที่เกิดขึ้นในสนามจะไม่มีระบบวิดีโอเข้ามาช่วยทบทวนในรูปแบบเดียวกับลีกสูงสุด โดยเฉพาะจังหวะสำคัญที่สามารถส่งผลโดยตรงต่อสกอร์และคะแนนของแต่ละทีม การตัดสินใจภายในเวลาไม่กี่วินาทีจึงอาจกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก หากเกิดเหตุการณ์ก้ำกึ่งในเกมที่มีความสำคัญต่อการลุ้นอันดับ

ในอีกด้านหนึ่ง สโมสรและนักฟุตบอลเองก็จำเป็นต้องปรับตัวต่อเงื่อนไขดังกล่าว การประท้วงหรือคาดหวังว่าจะมีการกลับคำตัดสินหลังตรวจ VAR จะไม่เกิดขึ้นในช่วงส่วนใหญ่ของฤดูกาล ทำให้ทุกฝ่ายต้องกลับไปยึดคำตัดสินของทีมงานผู้ตัดสินในสนามเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ฝ่ายจัดการแข่งขันอาจต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้ตัดสิน การประเมินผลงาน และการสื่อสารคำตัดสินมากขึ้น

เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของสโมสรและแฟนบอล แม้มาตรการนี้เกิดจากข้อจำกัดทางการเงิน แต่คุณภาพการตัดสินยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อภาพลักษณ์และมาตรฐานของการแข่งขันฟุตบอลอาชีพ

โจทย์ใหญ่ไทยลีก 2 คือสมดุลระหว่างต้นทุนกับมาตรฐานการแข่งขัน

การปรับใช้ VAR ไทยลีก 2 เฉพาะ 5 นัดสุดท้ายและรอบเพลย์ออฟ สะท้อนโจทย์ที่ฟุตบอลอาชีพไทยกำลังเผชิญอย่างชัดเจน นั่นคือการรักษาสมดุลระหว่าง มาตรฐานการแข่งขัน กับ ต้นทุนในการบริหารลีก สมาคมฯ ต้องรับผิดชอบการแข่งขันหลายระดับพร้อมกับภาระทางการเงินเดิม จึงจำเป็นต้องเลือกลดค่าใช้จ่ายในบางส่วน ขณะเดียวกันก็ยังพยายามรักษาเงินสนับสนุนสโมสรสมาชิกเอาไว้ในอัตราเดิม เพื่อไม่ให้ผลกระทบด้านงบประมาณส่งต่อไปถึงแต่ละทีมมากเกินไป

สำหรับฤดูกาล 2026/27 สิ่งที่ต้องติดตามจึงไม่ได้มีเพียงผลการแข่งขันในสนาม แต่รวมถึงผลลัพธ์ของนโยบายนี้ตลอดทั้งฤดูกาลด้วย หากการแข่งขันสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมาตรฐานการตัดสินยังได้รับความเชื่อมั่น การลด VAR อาจกลายเป็นหนึ่งในมาตรการประหยัดต้นทุนที่ช่วยให้สมาคมฯ บริหารสถานการณ์ทางการเงินได้ดีขึ้น แต่หากเกิดข้อผิดพลาดสำคัญจนกระทบการลุ้นเลื่อนชั้นหรืออันดับของสโมสร ประเด็นเรื่อง VAR 

ย่อมกลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่จึงเป็นหนึ่งในการตัดสินใจด้านการบริหารที่น่าจับตามองที่สุดของไทยลีก 2 ฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะเมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2569