
วสันต์ ฮมแสน ประกาศแขวนสตั๊ด ปิดฉาก 17 ปีบนเส้นทางลูกหนังไทย
วงการฟุตบอลไทยมีเรื่องราวที่ทำให้แฟนบอลหลายคนรู้สึกใจหายอีกครั้ง เมื่อ เจ้าปิง วสันต์ ฮมแสน ประกาศยุติเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพอย่างเป็นทางการในวัย 34 ปี หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางลูกหนังมายาวนานถึง 17 ปีเต็ม โดยฤดูกาล 2025/26 กับ ขอนแก่น ยูไนเต็ด กลายเป็นบทสุดท้ายของอาชีพค้าแข้งที่เต็มไปด้วยความทรงจำ ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติไทย ข่าวดังกล่าวได้รับความสนใจจากแฟนบอลจำนวนมาก เพราะวสันต์ถือเป็นหนึ่งในนักเตะที่ผ่านช่วงเวลาสำคัญของฟุตบอลไทยหลายยุค ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นจากเด็กต่างจังหวัดที่มีความฝัน จนก้าวขึ้นมาติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ และประสบความสำเร็จร่วมกับหลายสโมสรชั้นนำของประเทศ
สำหรับแฟนบอลที่ติดตาม การแข่งขันฟุตบอลไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ไทยลีก ทีมชาติไทย จนถึงเวทีเอเชีย ชื่อของวสันต์อาจไม่ได้ถูกพูดถึงในฐานะซูเปอร์สตาร์ระดับแถวหน้าเหมือนนักเตะบางคน แต่ตลอดอาชีพของเขา เจ้าปิงคือภาพแทนของนักฟุตบอลอาชีพที่ใช้ความมุ่งมั่น ความอดทน และวินัยพาตัวเองขึ้นมาสู่ระดับสูงสุดของวงการฟุตบอลไทย จากเด็กหนุ่มจังหวัดสกลนครที่เดินทางตามความฝันสู่การค้าแข้งบนเวทีอาชีพยาวนานเกือบสองทศวรรษ วันนี้แม้เขาจะตัดสินใจแขวนสตั๊ด แต่เรื่องราวของเขายังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักฟุตบอลเยาวชนไทยอีกจำนวนมาก
จากเด็กสกลนครสู่เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ
เบื้องหลังความสำเร็จของวสันต์ ฮมแสน ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเปิดเผยผ่านข้อความอำลาว่าเริ่มต้นจาก “เด็กชายวสันต์” ที่มีเพียงความฝันอยากเป็นนักฟุตบอล อยากติดทีมชาติไทย และอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ก่อนจะเดินทางออกจากบ้านเกิดจังหวัดสกลนครเพื่อตามล่าความฝันดังกล่าว จนเวลาผ่านไปกว่า 22 ปีนับจากวันแรกที่ออกจากบ้าน และ 17 ปีในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ เขามองว่าตัวเองเดินทางมาไกลเกินกว่าที่เคยฝันเอาไว้แล้วสิ่งที่ทำให้เรื่องราวของวสันต์แตกต่างจากนักเตะหลายคน คือเขาไม่ใช่นักเตะที่ถูกยกย่องว่าเป็นดาวรุ่งมหัศจรรย์ตั้งแต่เด็ก แต่เป็นนักเตะที่ค่อย ๆ พัฒนาตัวเองผ่านการทำงานหนักและการพิสูจน์ฝีเท้าในทุกสโมสรที่ได้รับโอกาสตลอดอาชีพ เขาต้องแข่งขันกับผู้เล่นคุณภาพจำนวนมาก แต่ก็สามารถยืนระยะในฟุตบอลอาชีพได้ยาวนานถึง 17 ปี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักเตะไทยในยุคที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกปี
เรื่องราวของเขาจึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าความสำเร็จในวงการฟุตบอลไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความอดทนอย่างมหาศาลด้วย
ผ่านมาแล้วเกือบทุกเวทีของฟุตบอลไทย
หากย้อนดูเส้นทางค้าแข้งของวสันต์ จะพบว่าเขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ผ่านประสบการณ์กับหลายสโมสรสำคัญของประเทศเริ่มตั้งแต่ ทวีวัฒนา ก่อนจะก้าวสู่สโมสรใหญ่ในยุคนั้นอย่าง บางกอกกล๊าส เอฟซี จากนั้นยังเคยสวมเสื้อ สุพรรณบุรี เอฟซี, สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด, นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี และปิดฉากอาชีพกับ ขอนแก่น ยูไนเต็ดการผ่านหลายสโมสรทำให้วสันต์ได้สัมผัสฟุตบอลไทยในหลากหลายมิติ ทั้งการลุ้นแชมป์ การหนีตกชั้น การสร้างทีมใหม่ และการรับมือกับแรงกดดันของแฟนบอลในแต่ละพื้นที่แม้บางช่วงจะมีอาการบาดเจ็บหรือช่วงเวลาที่ฟอร์มไม่ดีที่สุด แต่เขาก็ยังสามารถกลับมาสร้างผลงานและได้รับความไว้วางใจจากโค้ชหลายคนตลอดเส้นทางอาชีพนี่คือเหตุผลที่เพื่อนร่วมอาชีพและแฟนบอลจำนวนมากยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีความเป็นมืออาชีพสูงที่สุดคนหนึ่งของวงการฟุตบอลไทย
ความสำเร็จที่ไม่ได้มีแค่การติดทีมชาติไทย
แม้วสันต์จะลงเล่นให้ทีมชาติไทยชุดใหญ่เพียง 4 นัดในปี 2013 แต่การได้สวมเสื้อทีมชาติถือเป็นความสำเร็จสูงสุดที่เจ้าตัวเคยตั้งเป้าหมายเอาไว้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และเขาก็สามารถทำตามความฝันนั้นได้สำเร็จในระดับสโมสร เขายังมีเกียรติประวัติที่น่าจดจำไม่น้อย โดยเฉพาะการคว้าแชมป์ ช้าง เอฟเอ คัพ 2014 ร่วมกับ บางกอกกล๊าส เอฟซี และแชมป์ ช้าง เอฟเอ คัพ 2020/21 ร่วมกับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ดแม้จะไม่ใช่นักเตะที่กวาดแชมป์ลีกมากมาย แต่ทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นล้วนมาจากการต่อสู้และการทำงานหนักของเขาเอง
สำหรับแฟนบอลหลายคน วสันต์อาจเป็นตัวแทนของนักเตะไทยยุคที่ต้องดิ้นรนและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อรักษาพื้นที่ในฟุตบอลอาชีพ ซึ่งเป็นคุณค่าที่สำคัญไม่แพ้จำนวนถ้วยรางวัลที่คว้ามาครอง
บทบาทใหม่หลังแขวนสตั๊ด อาจสำคัญกว่าการเป็นนักเตะ
สิ่งที่น่าสนใจคือหลังประกาศเลิกเล่น วสันต์ไม่ได้หายไปจากวงการฟุตบอลเจ้าตัวยืนยันว่าต้องการนำประสบการณ์ทั้งหมดจากชีวิตนักฟุตบอลอาชีพไปถ่ายทอดให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ ผ่านการทำงานกับ Fahsai Football Academy เพื่อช่วยสานต่อความฝันให้กับเด็ก ๆ ที่กำลังเดินตามเส้นทางเดียวกับเขานี่อาจเป็นบทบาทที่มีคุณค่ามากกว่าการลงเล่นในสนาม เพราะประสบการณ์จากคนที่เคยผ่านทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลว อาการบาดเจ็บ และแรงกดดันระดับอาชีพ สามารถกลายเป็นบทเรียนสำคัญให้กับนักเตะรุ่นใหม่ได้อย่างดีวงการฟุตบอลไทยในปัจจุบันกำลังต้องการบุคลากรที่มีประสบการณ์จริงเข้ามาช่วยพัฒนาเยาวชน และวสันต์ก็มีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับบทบาทดังกล่าว
17 ปีที่มากกว่าคำว่านักฟุตบอล
การแขวนสตั๊ดของวสันต์ ฮมแสน อาจไม่ใช่ข่าวใหญ่ระดับสะเทือนวงการเหมือนการอำลาของซูเปอร์สตาร์ชื่อดัง แต่สำหรับแฟนบอลไทยจำนวนมาก นี่คือการปิดฉากอาชีพของนักเตะที่เป็นตัวแทนของความมุ่งมั่นและความไม่ยอมแพ้จากเด็กสกลนครที่มีความฝันอยากติดทีมชาติไทย สู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพยาวนาน 17 ปี ผ่านหลายสโมสร คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 2 สมัย และได้สวมเสื้อทีมชาติไทยชุดใหญ่ ทุกอย่างล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความพยายามสามารถพาคนธรรมดาไปถึงจุดที่ยิ่งใหญ่ได้แม้วันนี้เขาจะไม่ได้ลงสนามอีกต่อไป แต่ชื่อของ เจ้าปิง วสันต์ ฮมแสน จะยังคงอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลไทยในฐานะหนึ่งในนักสู้ตัวจริงของวงการฟุตบอลไทยตลอดไป
ข่าวบอลไทยที่เกี่ยวข้อง
บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ดวล แอสตัน วิลล่า บิ๊กแมตช์จากแชมป์ ยูโรปาลีก 4 ส.ค.นี้
ฮัดสันปวดหัว ทีมชาติไทยยังประกาศรายชื่อไม่ได้ ก่อนลุยอาเซียน คัพ 2026
ปัตตานี เอฟซี ยืม ณัฐนันท์ เบี้ยสัมฤทธิ์ จากชลบุรี เอฟซี เสริมแดนกลางลุยไทยลีก